ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปิดปี 2025 อย่างระมัดระวัง แม้หุ้นเทคฯ พุ่งทะยาน น้ำมันเผชิญแรงกดดัน

0
45





ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปิดปี 2025 อย่างระมัดระวัง แม้หุ้นเทคฯ พุ่งทะยาน น้ำมันเผชิญแรงกดดัน


ข่าวอัพเดทจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปิดปี 2025 อย่างระมัดระวัง แม้หุ้นเทคฯ พุ่งทะยาน น้ำมันเผชิญแรงกดดัน

รายงานข่าวจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นถึงภาพรวมตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความหวังและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมนี้สะท้อนถึงการสิ้นสุดปีที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีผลประกอบการที่ดีเป็นปีที่สามติดต่อกัน แต่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

Bloomberg: การส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ ของ Fed และท่าทีระมัดระวังของธนาคารกลางเอเชีย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยเน้นย้ำถึงการประชุมครั้งสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลาย’ (Dovish Pivot) ที่ชัดเจนมากขึ้น หลังจากการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อมาอย่างยาวนาน แม้จะยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในทันที แต่การคาดการณ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ Fed อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งส่งผลให้ตลาดพันธบัตรตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 3 เดือนที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุว่า ธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ยังคงใช้แนวทางที่ระมัดระวัง (Cautious Approach) ต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real Policy Rates) จะอยู่ในระดับสูงก็ตาม การรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงินและควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังไม่เท่าเทียมกันในแต่ละตลาด

CNBC: หุ้นเทคฯ คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อน S&P 500 สู่จุดสูงสุดใหม่

ด้าน CNBC รายงานเจาะลึกถึงความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยชี้ว่าดัชนี S&P 500 ได้ปิดปี 2568 ด้วยการสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Magnificent Seven” ณ วันที่รายงาน ดัชนี S&P 500 มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 6,300 จุด ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่สามท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเติบโตของผลกำไรบริษัท

ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหนัก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจถึงกว่า 22% ตลอดทั้งปี 2568 นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC อธิบายว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะ “Grinding Bull Market” หรือตลาดกระทิงที่เติบโตอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มปรับลดต้นทุนทางการเงินในปีหน้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องติดตามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่ผสมผสานก่อนการตัดสินใจของ Fed

Reuters: น้ำมันดิบเผชิญแรงกดดันจากอุปทาน และการคาดการณ์ราคาร่วงในปี 2569

สำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ Reuters ได้รายงานถึงแรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่อราคาน้ำมันดิบ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ที่มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แรงกดดันนี้เป็นผลมาจากการตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+ ที่จะทยอยผ่อนคลายการลดกำลังการผลิต (Unwind Supply Cuts) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะนำไปสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดน้ำมันในปี 2569

โพลสำรวจของ Reuters ชี้ว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ Brent จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 62.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 ในขณะที่หน่วยงานข้อมูลพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ในเชิงระมัดระวังกว่า โดยมองว่า WTI อาจเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 51.42 ถึง 55 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มุมมองที่เป็นลบนี้สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงในบางประเทศ และการเพิ่มขึ้นของการผลิตจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความท้าทายให้กับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกพลังงาน

บทสรุป: ความท้าทายในปีใหม่

โดยสรุป รายงานข่าวจากทั้งสามสำนักใหญ่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันดิบกลับเผชิญกับแนวโน้มขาลงที่ชัดเจนขึ้น นักลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างของนโยบายการเงินในแต่ละภูมิภาค และความเสี่ยงจากอุปทานในตลาดพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

อ้างอิงข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters, Goldman Sachs, IG, EIA, ING Group และแหล่งข้อมูลทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง