ข่าวเด่นจากบลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส: สรุปสถานการณ์ตลาดโลกและนโยบายการเงิน
สถานการณ์ตลาดการเงินโลก ณ กลางเดือนธันวาคม 2568 ยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยที่น่าจับตา โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานอย่างต่อเนื่อง
Bloomberg: เฟดสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่คงท่าที ‘เหยี่ยว’
รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 จุดพื้นฐาน ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา. การปรับลดครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายของ Fed Funds Rate อยู่ในกรอบ 3.50%–3.75%. นับเป็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องจากเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง.
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นโยบายที่ออกมาพร้อมกันถูกระบุว่ามี “ท่าทีเหยี่ยว” (hawkish) แม้จะมีการลดดอกเบี้ยก็ตาม. Fed ได้เพิ่มเงื่อนไขที่บ่งชี้ว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย. นักวิเคราะห์มองว่าการส่งสัญญาณเช่นนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดตีความว่า Fed จะเร่งการลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินได้. นอกจากนี้ Fed ยังคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงเพิ่มเติมอีก 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2570.
CNBC: ECB ยืนยันคงดอกเบี้ย สวนทางสหรัฐฯ
ในขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าลดดอกเบี้ย สำนักข่าว CNBC ได้รายงานถึงความแตกต่างของนโยบายทางการเงินในยูโรโซน. ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.00% ในการประชุมนโยบายเดือนธันวาคม 2568.
สาเหตุหลักที่ ECB ยังคงตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายมาจากการประเมินว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการของยูโรโซน ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง. ผู้ว่าการธนาคารกลางหลายคนในคณะกรรมการบริหารของ ECB มองว่าระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้วในการต่อสู้กับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงฝังแน่น. ความแตกต่างในการดำเนินนโยบายระหว่าง Fed และ ECB สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเติบโตที่ชะลอตัว ขณะที่ยุโรปยังคงกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านราคา. การคงอัตราดอกเบี้ยของ ECB นี้อาจส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะสั้น.
Reuters: จีนเผชิญอสังหาฯ ชะลอตัว พร้อมเดินหน้าคุมราคาแร่เหล็ก
ด้านสถานการณ์ในเอเชีย สำนักข่าว Reuters รายงานว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์. ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นว่าในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2568 การลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการขายบ้านเชิงพาณิชย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ 10.7% และ 3.8% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า. การชะลอตัวนี้ส่งผลให้ธนาคารโลก (World Bank) เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปตลาดการเงินของจีน เพื่อให้กลไกราคาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในระบบ.
นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานถึงความพยายามของจีนในการปรับสมดุลในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะแร่เหล็ก. จีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเดินหน้าเพื่อ “ทวงคืนอำนาจ” ในตลาดแร่เหล็กโลก โดยมีเป้าหมายในการลดราคาสินค้าโภคภัณฑ์นี้. ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อโดยรวมของจีนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เฉลี่ยที่ 0.6% ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.0% อย่างมาก สะท้อนถึงการเติบโตของ GDP ที่ซบเซา. การควบคุมราคาแร่เหล็กจึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตภายในประเทศ.
สรุปภาพรวมตลาดโลก
สถานการณ์ ณ ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน: สหรัฐฯ (Fed) เลือกที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการเติบโต แต่ยังคงระมัดระวังเงินเฟ้อ (ตามรายงานของ Bloomberg) ในขณะที่ ยูโรโซน (ECB) เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อภาคบริการที่ยังคงสูง (ตามรายงานของ CNBC). ส่วน จีน กำลังเผชิญกับความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์และพยายามเข้าควบคุมราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (ตามรายงานของ Reuters).
นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องจับตาดูผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่สวนทางกันนี้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของค่าเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569.


















