สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ย 0.25% ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2026 โตปานกลาง
วันที่ 7 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงมติสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ที่ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามความคาดหมายของตลาด พร้อมทั้งเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะยังคงมีการเติบโตในระดับปานกลาง แม้จะมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ก็ตาม
การตัดสินใจของ Fed: ลดดอกเบี้ยสู่ระดับ “เป็นกลาง” (Neutral Rate)
รายงานจากสำนักข่าวการเงินระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points (bps) ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) เคลื่อนเข้าสู่กรอบเป้าหมายใหม่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณที่ Fed ต้องการนำอัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับ “เป็นกลาง” (Neutral Rate) ที่ประมาณ 3.0% – 3.25%
CNBC รายงานว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นไปตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่บ่งชี้ถึงการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง แม้จะยังคงมีแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านการค้าและการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ในบางภาคส่วน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า Fed จะยังคงดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง และอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่น้อยลงตลอดปี 2569 เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569: การเติบโตปานกลางและความเสี่ยงที่คงอยู่
ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569 (ค.ศ. 2026) บทวิเคราะห์ที่รวบรวมจาก Bloomberg และ Reuters ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกจะยังคงแสดงความยืดหยุ่น (Resilience) ได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี 2568 โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกจะอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีตัวเลขคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 3.5% – 4.2%
Reuters รายงานว่าปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในปี 2569 คือผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก ๆ ทั่วโลกที่เริ่มส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการบรรเทาภาษีในบางประเทศ อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านการเงินระหว่างประเทศยังคงเตือนถึงความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจไทย
การตัดสินใจของ Fed ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะดัชนีหลักในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นการสนับสนุนสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงิน ส่วนตลาดพันธบัตรก็มีการปรับตัว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามคาดการณ์
สำหรับประเทศไทย รายงานของ CNBC ระบุว่า การที่ Fed เริ่มวงจรการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจนจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระดับปานกลางยังเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ
สรุปโดยรวม การรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ในช่วงปลายปี 2568 นี้ ให้ภาพที่ชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่นโยบายการเงินเริ่มผ่อนคลายลง เพื่อประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
รายงานฉบับนี้สรุปจากการรายงานข่าวและบทวิเคราะห์ของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters
อ้างอิง:



















