สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
7 มกราคม 2569 | กรุงเทพฯ: รายงานพิเศษ
สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปี 2569 นี้ สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทกลับพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลด้านราคาน้ำมันโลกจากประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์
I. ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีนปะทุ: ภาษีนำเข้าเป็นประเด็นหลัก (Bloomberg/Reuters)
สำนักข่าว Bloomberg และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของสหรัฐฯ ต่อจีน โดยเฉพาะการพิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิม 10% เป็น 25% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการค้าที่เข้มงวดของรัฐบาลสหรัฐฯ. การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้สิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา.
รายงานระบุว่า รัฐบาลจีนได้ออกมาขู่ตอบโต้ทันที หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง. ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า ความขัดแย้งทางการค้าที่ยืดเยื้อนี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย.
นอกจากนี้ Reuters ยังได้เน้นย้ำถึงรายงานที่ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามผลักดันให้สหภาพยุโรป (EU) พิจารณาการเก็บภาษี 100% กับสินค้าบางประเภทจากจีนและอินเดีย ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งขยายขอบเขตของสงครามการค้าให้กว้างขวางขึ้นไปอีก.
II. ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททะยานทำสถิติใหม่ แม้มีปัจจัยเสี่ยง (CNBC)
ในขณะที่ความตึงเครียดทางการค้ายังคงอยู่ CNBC ได้รายงานถึงการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ. ดัชนีหลักทั้งสาม ได้แก่ ดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average), S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานขนาดใหญ่.
นักวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า นักลงทุนดูเหมือนจะมองข้ามความเสี่ยงจากสงครามการค้าในระยะสั้น และให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐฯ และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย. การปรับตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นี้ ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรปเปิดตลาดด้วยความคึกคักในช่วงเช้าของวันนี้เช่นกัน โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาค.
อย่างไรก็ตาม CNBC เตือนว่า ตลาดอาจมีความผันผวนสูงในระยะถัดไป เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัว และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้.
III. ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Reuters/Bloomberg)
ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน. Reuters และ Bloomberg ได้รายงานถึงความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลก หลังจากการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในการยึดตัวผู้นำของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างเวเนซุเอลา. เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดพลังงานกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง.
การยึดผู้นำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลให้เวเนซุเอลาสูญเสียรายได้ แต่ยังทำให้เกิดสัญญาณราคาที่บิดเบือนในตลาด. นักวิเคราะห์ตลาดทองคำจาก Bloomberg ชี้ว่า ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้นนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าสนใจ. นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ทองคำได้แซงหน้าเงินยูโรในการจัดอันดับสินทรัพย์สำรองของโลก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของสกุลเงินหลักบางสกุล.
สำหรับประเทศไทย การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลกย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพโดยตรง ขณะที่การแข็งค่าของทองคำอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง.
(บทความนี้เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ณ วันที่ 7 มกราคม 2569)


















