สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: ตลาดเอเชียพุ่งรับปีใหม่ เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิ่ง

0
9






สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์ส ชี้ตลาดเอเชียพุ่งรับปีใหม่ เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิ่ง


Bloomberg
CNBC
Reuters

สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: ตลาดเอเชียพุ่งรับปีใหม่ เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ย และราคาน้ำมันดิ่ง

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงต้นปี 2569 โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นเอเชียที่นำโดยจีน, การส่งสัญญาณที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย, และแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ยังคงถูกกดดันจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนไทย

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดศักราชใหม่ด้วยการพุ่งขึ้นอย่างสดใส

รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียได้เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ดัชนีหลักหลายแห่งได้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วงต้นเดือนมกราคม:

  • ดัชนีนิกเกอิ 225 (Nikkei 225) ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 1.3% แตะระดับ 52,518.08 จุด
  • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต (Shanghai Composite) ของจีนเพิ่มขึ้น 1.5% อยู่ที่ 4,083.67 จุด
  • ดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng) ของฮ่องกงพุ่งขึ้นถึง 2.65% แตะระดับ 26,043 จุด ในช่วงเปิดตลาดวันแรกของปี

สำหรับประเทศไทยเอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ก็ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศเชิงบวกนี้เช่นกัน โดยดัชนี SET ปิดบวก 6.07 จุด เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศและต่างชาติที่กลับเข้ามาสะสมหุ้นกลุ่มหลัก นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การฟื้นตัวของจีนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย

ทิศทางดอกเบี้ย Fed: การปรับลดที่ยังคงเป็นที่ถกเถียง

ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้คือ นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รายงานข่าวจาก CNBC และ Reuters ระบุว่า แม้จะมีแรงกดดันให้ Fed พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากระดับปัจจุบันที่ 3.50%–3.75% ให้เข้าใกล้ 3% ตลอดปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มีนักวิเคราะห์บางส่วนที่ออกมาแสดงความเห็นว่า Fed อาจมีแนวโน้มที่จะ “ตรึง” อัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป หรือแม้กระทั่งพิจารณา “ปรับขึ้น” อัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี หากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ตลาดการเงินยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ นักลงทุนจึงต้องติดตามการเปิดเผยรายงานการประชุมของ Fed และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินช่วงเวลาและจำนวนครั้งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ราคาน้ำมันดิบเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องตลอดปี 2569

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับแนวโน้มขาลงอย่างชัดเจน รายงานจาก World Bank และ EIA (Energy Information Administration) ที่ถูกนำเสนอโดย Reuters ชี้ว่า อุปทานน้ำมันดิบจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC กำลังเติบโตเร็วกว่าอุปสงค์ถึงสามเท่า นอกจากนี้ การเติบโตของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด รวมถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวในจีน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเติบโตช้าลง

มีการคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Oil) เฉลี่ยตลอดปี 2569 อาจลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกที่คาดว่าจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จะเป็นแรงกดดันให้ราคาอยู่ในระดับต่ำ แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานและบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศได้

แหล่งที่มาข้อมูล: Saxo Bank, Money and Banking, iShares, Continuum Economics, World Bank, IG, Rabobank, EIA (อ้างอิงผ่านการรายงานของ Bloomberg, CNBC, Reuters)