สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้การเติบโตชะลอตัว-เงินเฟ้อคลี่คลาย ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

0
32






สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้การเติบโตชะลอตัว-เงินเฟ้อคลี่คลาย ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์


สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้การเติบโตชะลอตัว-เงินเฟ้อคลี่คลาย ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2568 โดยมีข้อสรุปหลักที่สอดคล้องกันว่า แม้ตลาดโลกจะแสดงความยืดหยุ่น (resilience) แต่ความเปราะบาง (fragility) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในปีหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

Bloomberg: คาดการณ์การเติบโตชะลอตัว-เงินเฟ้อ G20 คลี่คลาย

รายงานจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า โมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกกำลังลดลง โดยคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงจาก 2.9% ในปี 2567 เหลือเพียง 2.6% ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนและการค้าโลกที่เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณเชิงบวกในด้านอัตราเงินเฟ้อ โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของกลุ่มประเทศ G20 จะลดลงสู่ระดับ 2.9% ในปี 2568 และจะลดลงต่อเนื่องไปที่ 2.5% ในปี 2569 นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ระบุว่าแม้ตลาดจะจบปี 2568 ด้วยความแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ความตึงเครียดทางการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

CNBC: จับตาการขึ้นดอกเบี้ยและแรงกดดันจากสหรัฐฯ

CNBC ได้เน้นย้ำถึงประเด็นด้านนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในออสเตรเลีย ซึ่งนำไปสู่การคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า นอกจากนี้ รายงานยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ และความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าใหม่ (Trump 2.0) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และตลาดการเงินทั่วโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่มูลค่าหุ้นในตลาดสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดความกังวลถึงฟองสบู่ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้นึกถึงอดีต

Reuters: โฟกัสความเปราะบางในเอเชียและจีน

ด้าน Reuters ได้รายงานเจาะลึกถึงความท้าทายในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ซึ่งกำลังเผชิญกับอุปสรรคภายในประเทศที่สำคัญหลายด้าน ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ (housing market crash), ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (overcapacity) และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอของภาคเอกชน ได้เข้ามาแทนที่ความกังวลเรื่องสงครามภาษีในอดีต ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จีนจำเป็นต้องพึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ซึ่งความผันผวนของเศรษฐกิจจีนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย: โอกาสท่ามกลางความท้าทาย

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยมองว่า ปี 2568 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่ง โดยมีมุมมองว่าสถานการณ์อาจ “ยุ่งยากและแย่” และคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่เพียง 1.5% ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ และความเสี่ยงจากนโยบายขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก

สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบแวดล้อมมากมายในช่วงต้นปี และเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก แต่ก็มีสัญญาณของการฟื้นตัวที่เป็นไปได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวของรัฐบาล เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยสรุป รายงานจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters เน้นย้ำว่า การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการปรับตัวเข้ากับภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวลงของโลก จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายของไทยในปี 2569 ที่จะถึงนี้

อ้างอิง: [1] ifminvestors.com, [2] propeladvice.com.au, [3] un.org, [4] oecd.org, [5] bbvaresearch.com, [7] finnomena.com, [8] eastspring.co.th, [10] kasikornresearch.com.