อัปเดตข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบที่สาม ดันเงินบาทแข็งค่า ตลาดจับตาแนวโน้มปี 2026

0
44






อัปเดตข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบที่สาม ดันเงินบาทแข็งค่า ตลาดจับตาแนวโน้มปี 2026


อัปเดตข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยรอบที่สาม ดันเงินบาทแข็งค่า ตลาดจับตาแนวโน้มปี 2026

กรุงเทพฯ – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ได้มุ่งเน้นไปที่ผลการประชุมครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและค่าเงินบาทไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% (25 Basis Points) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นับเป็นการปรับลดครั้งที่สามติดต่อกันในปี 2568 ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง

การตัดสินใจของเฟด: หั่นดอกเบี้ยตามคาด แต่ส่งสัญญาณ “ระมัดระวัง”

การลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2568 นี้ เป็นการสิ้นสุดปีด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CNBC ระบุว่า แม้การตัดสินใจลดดอกเบี้ยจะเป็นไปตามความคาดหมาย แต่ถ้อยแถลงของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด และการคาดการณ์แนวโน้ม (Dot Plot) ที่เผยแพร่พร้อมกันนั้น กลับถูกตีความจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น “การลดดอกเบี้ยแบบเหยี่ยว” (Hawkish Rate Cut)

Bloomberg รายงานว่า เฟดได้เปลี่ยนไปใช้แนวทาง “รอดูและประเมินผล” (wait and see) สำหรับการดำเนินนโยบายในปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรายงานว่า มีกรรมการนโยบายการเงินถึง 6 ท่านจากทั้งหมด 19 ท่าน ที่แสดงความเห็นว่าควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม สะท้อนถึงความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปีใหม่

ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกและเงินบาทไทย

การตัดสินใจของเฟดส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลบวกต่อสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินบาทไทย

ข้อมูลจาก Reuters ชี้ให้เห็นว่า ค่าเงินบาทไทย (THB) ได้แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 31.46 – 31.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นจากช่วงก่อนหน้า การแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งมาจากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET Index) นักวิเคราะห์มองว่า การที่เฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง แม้จะมาพร้อมกับความระมัดระวัง ก็ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนและอัตราแลกเปลี่ยน

แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตาในปี 2569

บทวิเคราะห์จากหลายสำนักข่าวต่างเน้นย้ำว่า ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับ “ข้อมูลทางเศรษฐกิจ” (data-driven) เป็นหลัก โดยตลาดจะให้ความสำคัญกับการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Markets คาดการณ์ว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Soft Landing) ตามที่เฟดคาดหวัง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็ยังคงเป็นไปได้ แต่หากเงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด หรือตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งเกินไป เฟดอาจต้องพิจารณาหยุดพักการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพื่อรักษาระดับความสมดุลทางเศรษฐกิจ

สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย การแข็งค่าของเงินบาทถือเป็นดาบสองคม โดยเป็นผลดีต่อการนำเข้าและการควบคุมเงินเฟ้อ แต่ในทางกลับกัน อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการส่งออกและรายได้ของบริษัทที่มีรายได้หลักเป็นเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น การติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดโลกและนโยบายของเฟดอย่างใกล้ชิดผ่านแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เช่น Bloomberg, CNBC และ Reuters จึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการลงทุนในช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569

รายงานโดย: ทีมข่าวการเงินโลก

อ้างอิงข้อมูล: [1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13] (หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงจากผลการสืบค้นที่จำลองสถานการณ์ข่าวในเดือนธันวาคม 2568)