อัปเดตข่าวเศรษฐกิจโลก: มติเฟดคงดอกเบี้ย-ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทผันผวน
จับตาท่าทีผู้ว่าการพาวเวลล์ ส่งผลต่อการคาดการณ์ลดดอกเบี้ย
สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงผลการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ถ้อยแถลงของผู้ว่าการเจอโรม พาวเวลล์ ที่ยังคงระมัดระวังต่อภาวะเงินเฟ้อ ได้ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเกิดความผันผวน โดยเฉพาะการคาดการณ์ถึงกำหนดเวลาและจำนวนครั้งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ที่ถูก “ปรับลดความคาดหวัง” ลงอย่างมีนัยสำคัญ
มติเฟดคงดอกเบี้ย แต่คงท่าที “ต้านเงินเฟ้อ”
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจคือถ้อยแถลงของ นายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการเฟด ที่แม้จะยอมรับว่าภาวะเงินเฟ้อได้เคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย 2% มากขึ้น แต่ก็เน้นย้ำว่าการลดดอกเบี้ยจะต้องอาศัย “ความเชื่อมั่นที่มากขึ้น” ว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างยั่งยืน. การเน้นย้ำดังกล่าวถูกตีความโดย Reuters ว่าเป็นการ “ลดทอนความคาดหวัง” ของเทรดเดอร์ที่เคยคาดการณ์การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี.
รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่า เฟดยังคงกังวลเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าจ้างและราคาสินค้าไม่ปรับลดลงเร็วตามที่ต้องการ ทำให้การประเมินนโยบายการเงินในอนาคตยังคงต้องพึ่งพาข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะเปิดเผยออกมาเป็นรายเดือนอย่างใกล้ชิด
ตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาอย่างไร?
ภายหลังการประกาศมติและถ้อยแถลงของเฟด ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตัวด้วยความผันผวน โดยดัชนีหลักทั้งสามมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี มีการปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มประเมินมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พึ่งพาการกู้ยืมสูงในสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน. ในขณะเดียวกัน CNBC รายงานว่า ดัชนี Dow Jones Industrial Average มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน.
ส่วนตลาดอัตราแลกเปลี่ยน Reuters รายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) แข็งค่าขึ้นทันทีหลังการแถลง เนื่องจากท่าทีที่ระมัดระวังของเฟดทำให้นักลงทุน “ลดการเดิมพัน” ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) โดยเฉพาะรุ่นอายุ 2 ปี ก็ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง
นักวิเคราะห์ชี้ ตลาดกำลัง “ปรับตัว” สู่ความเป็นจริงใหม่
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “การปรับเทียบใหม่” (recalibration) ของความคาดหวัง จากเดิมที่เคยมองโลกในแง่ดีเกินไปว่าจะมีการลดดอกเบี้ยถึง 5-6 ครั้งในปีนี้ ปัจจุบันตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยเริ่มลดลงมาเหลือเพียง 3-4 ครั้ง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สมเหตุสมผลมากขึ้นตามข้อมูลเศรษฐกิจที่แท้จริง.
ด้าน Bloomberg วิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจโลกขณะนี้คือความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของประเทศกำลังพัฒนา และอาจนำไปสู่ความผันผวนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ (Capital Flows) ซึ่งรวมถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียด้วย
ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยและค่าเงินบาท
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากมติเฟดและท่าทีของผู้ว่าการพาวเวลล์ถือว่ามีนัยสำคัญ โดย Reuters และ CNBC ชี้ว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ฯ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของภูมิภาค รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET Index) ซึ่งได้รับแรงกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเงินของไทยให้ความเห็นว่า แม้ตลาดจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยภายในประเทศที่แข็งแกร่งพอสมควร โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในปีนี้ ดังนั้น ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “Soft Landing” หรือ “การชะลอตัวอย่างนุ่มนวล” ได้สำเร็จหรือไม่



















