<!DOCTYPE html>
<html lang=”th”>
<head>
<meta charset=”UTF-8″>
<meta name=”viewport” content=”width=device-width, initial-scale=1.0″>
<title>สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและนโยบายการค้า</title>
<style>
body { font-family: ‘Sukhumvit Set’, sans-serif; line-height: 1.6; color: #333; }
h1 { color: #2c3e50; }
h2 { color: #34495e; }
.container { width: 80%; margin: auto; background: #fff; padding: 20px; border-radius: 8px; box-shadow: 0 0 10px rgba(0,0,0,0.1); }
.dateline { font-size: 0.9em; color: #7f8c8d; margin-bottom: 20px; }
.source { font-weight: bold; }
</style>
</head>
<body>
<div class=”container”>
<h1>สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและนโยบายการค้า</h1>
<p class=”dateline”>กรุงเทพฯ, 1 มีนาคม 2569 – <span class=”source”>บลูมเบิร์ก, CNBC, รอยเตอร์</span> รายงานสถานการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจจีน</p>
<h2>ราคาน้ำมันโลกทะยานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง</h2>
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2569. รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 10% แตะระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายนอกตลาดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่สงครามรอบใหม่ในภูมิภาค.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกและคิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้นได้. ความกังวลนี้ส่งผลให้บริษัทน้ำมันและเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากระงับการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าว หลังเตหะรานออกคำเตือนให้เรือหลีกเลี่ยงเส้นทาง.
ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ได้เห็นชอบในหลักการที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเดือนเมษายนประมาณ 137,000 ถึง 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรับมือกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวอาจมีผลจำกัด หากสถานการณ์ความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลกระทบต่อการขนส่งในอ่าวเปอร์เซีย.
<h2>นโยบายการเงินสหรัฐฯ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย</h2>
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% ในการประชุมเมื่อเดือนมกราคม 2569 หลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมา 3 ครั้งในปี 2568. ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 2.7% และลดลงมาอยู่ที่ 2.4% ในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายของ Fed ที่ 2%. นักกลยุทธ์บางรายคาดว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ โดยอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี.
<h2>ผลกระทบจากภาษีนำเข้าของทรัมป์และการค้าโลก</h2>
อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับภูมิทัศน์การค้าโลกอีกครั้ง ด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 15% ทั่วโลก หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ยกเลิกโครงการภาษีนำเข้าก่อนหน้านี้ของเขา. การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง และสหภาพยุโรปได้ชะลอกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีใหม่นี้. ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด.
<h2>ภาวะเศรษฐกิจจีน: ตลาดอสังหาริมทรัพย์และนโยบายกระตุ้น</h2>
ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยราคาบ้านใหม่ใน 100 เมืองของจีนลดลง 0.04% เมื่อเทียบเป็นรายเดือนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการลดลงที่เร็วที่สุดในรอบกว่าสามปีนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565. ภาวะตกต่ำที่ยืดเยื้อนี้ยังคงบั่นทอนความมั่งคั่งของครัวเรือนและฉุดรั้งการบริโภคในประเทศจีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก.
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ของจีนได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปานกลาง รวมถึงการประสานงานนโยบายให้ดียิ่งขึ้น. รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไว้ที่ประมาณ 5% ในปี 2569 และจะมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปีฉบับต่อไป.
<h2>ตลาดหุ้นโลกและความกังวลเรื่อง AI</h2>
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจเข้ามาพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของบริษัทต่างๆ. นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่สูงเกินคาดยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งซ้ำเติมความผันผวนในตลาด. ดัชนี S&P 500 มีอัตราส่วน CAPE (Cyclically Adjusted Price-to-Earnings) เฉลี่ยอยู่ที่ 39.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ และอาจบ่งชี้ถึงการประเมินมูลค่าที่สูงเกินไป โดยมีโอกาสที่ดัชนีจะลดลง 30% ในอีกสามปีข้างหน้าตามข้อมูลในอดีต.
ในด้านข่าวเทคโนโลยี บลูมเบิร์กรายงานว่า SpaceX ของ Elon Musk กำลังพิจารณาเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ซึ่งอาจทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์. นอกจากนี้ บลูมเบิร์กยังได้ร่วมมือกับ Kaiko เพื่อนำเสนอข้อมูล Data License บนบล็อกเชน โดยมุ่งเน้นที่พันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เป็นโทเค็นและเวิร์กโฟลว์ Repo บนเครือข่าย Canton.
<p>สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องจับตาและปรับตัวอย่างใกล้ชิด.</p>
</div>
</body>
</html>


















