ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกปั่นป่วน! เฟดเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น – ดีลชิปสหรัฐฯ-ไต้หวันเขย่าภูมิรัฐศาสตร์
16 มกราคม 2569 | รายงานข่าวจากสำนักข่าว Bloomberg, CNBC และ Reuters
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเผชิญกับคลื่นความผันผวนครั้งใหม่ หลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็ร้อนระอุขึ้นจากข้อตกลงสำคัญด้านภาษีและชิปเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
แรงสั่นสะเทือนจาก Fed: ตลาดโลก “ไม่เชื่อมั่น” ในนโยบาย
รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg และ CNBC ชี้ว่า ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อยู่ในภาวะสั่นคลอนอย่างหนัก โดยนักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับระบุว่า ตลาดกำลังแสดงออกถึง “ความไม่เชื่อมั่น” (Disbelief) ต่อการประกาศนโยบายของสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ออกมาแถลงการณ์ในช่วงต้นเดือนมกราคม ซึ่งแม้จะมีการส่งสัญญาณถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยสร้างความชัดเจนในระยะยาวให้กับตลาดทุน
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีกขั้น เมื่อมีรายงานจากแหล่งข่าวของ Reuters และสำนักข่าวอื่นๆ ว่า อัยการสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนทางอาญาต่อนายพาวเวลล์ ซึ่งแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า นโยบายการเงินจะยังคงถูกกำหนดโดยภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่ข่าวดังกล่าวก็ได้สร้างความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสถียรภาพและความต่อเนื่องของผู้นำ Fed ในอนาคต
จากเดิมที่ตลาดเคยคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปีนี้ ขณะนี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่งได้ปรับลดประมาณการณ์ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ใหม่ว่า Fed จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 25 Basis Points ในเดือนมิถุนายน และอีกครั้งในเดือนกันยายน การเลื่อนไทม์ไลน์การลดดอกเบี้ยออกไปนี้ สร้างแรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรและเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) และค่าเงินบาท ซึ่งอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรจากกระแสเงินทุนที่ไหลออก (Capital Outflow) ไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น
ดีลยักษ์สหรัฐฯ-ไต้หวัน: ภาษีที่ลดลงและการลงทุนชิป 2.5 แสนล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่งของโลก สำนักข่าว Reuters รายงานถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสหรัฐอเมริกาและไต้หวันได้บรรลุข้อตกลงเพื่อลดภาษีนำเข้าและผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ครั้งใหญ่ ข้อตกลงนี้รวมถึงการลงทุนด้านชิปของสหรัฐฯ ในไต้หวันมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก และลดการพึ่งพาจากแหล่งผลิตอื่น
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังพยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งต้องพึ่งพาชิปเป็นส่วนประกอบหลัก ข้อตกลงดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องจับตาดูว่า จะสามารถใช้โอกาสนี้ในการบูรณาการตนเองเข้ากับซัพพลายเชนใหม่ที่เน้นไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางได้อย่างไรบ้าง
แนวโน้มเศรษฐกิจโลก: การชะลอตัวที่ต้องจับตา
นอกจากข่าวเฉพาะกิจข้างต้น รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตจะลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 เป็น 3.3% ในปี 2569 และจะชะลอตัวลงไปอยู่ที่ 3.2% ในปี 2570 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
การชะลอตัวนี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงผลกระทบสะสมจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ สำหรับประเทศไทย การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหมายถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของประเทศ รัฐบาลและภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป.


















