สรุปข่าวสารสำคัญ: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

0
47






สรุปข่าวสารสำคัญ: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters


สรุปข่าวสารสำคัญ: อัปเดตล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

กรุงเทพฯ – สำนักข่าวเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่รายงานข่าวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางเดือนมกราคม โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการควรจับตา ได้แก่ การคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ยังคงผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์, และการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ย แต่เปิดช่องส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในอนาคต

รายงานจาก CNBC และ Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์หลังการประชุมได้ส่งสัญญาณที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยระบุว่าการตัดสินใจลดดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ 2% นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การที่ Fed ส่งสัญญาณดังกล่าวเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และความเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed (หรือผู้ที่มาแทนที่ในสมมติฐานเดือน ม.ค. 2569) ได้เน้นย้ำว่า แม้จะยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอนสำหรับการลดดอกเบี้ย แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงเป็นไปในทิศทางที่ชะลอตัว การลดดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2569 หรือหลังจากนั้น การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ Fed ส่งสัญญาณ

2. ราคาน้ำมันดิบผันผวน: ขึ้นในระยะสั้น แต่คาดการณ์ระยะยาวมีแนวโน้มอ่อนตัว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 1-1.3% ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ โดยมีราคาสูงถึงประมาณ 64.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับน้ำมันดิบเบรนท์ ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในระยะสั้นคือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียดในตะวันออกกลางและรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันที่อาจหยุดชะงัก

อย่างไรก็ตาม รายงานการสำรวจนักวิเคราะห์ของ Reuters และ Goldman Sachs ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดในปี 2569 เนื่องจากกำลังการผลิตจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงสู่ระดับเฉลี่ยประมาณ 61.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งเป็นข่าวดีต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทยในระยะยาว แต่ในระยะสั้นความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

3. IMF และ World Bank ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569

Bloomberg และ Reuters ได้รายงานถึงการเผยแพร่รายงานการประเมินเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยทั้งสองสถาบันได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลกในปี 2569 ลงเล็กน้อย

IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงจาก 3.3% ในปี 2567 เป็น 3.2% ในปี 2568 และลดลงเหลือ 3.1% ในปี 2569 ขณะที่ธนาคารโลกคาดการณ์การเติบโตที่ 2.6% ในปี 2569 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.7% ในปี 2570 การปรับลดคาดการณ์นี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ผลกระทบสะสมจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานาน, ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ, และการเติบโตที่อ่อนแอของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย รายงานระบุว่า แม้จะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตสูง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การจับตาดูนโยบายการเงินของ Fed และราคาน้ำมันโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการไทย

(ข้อมูลสรุปจากรายงานของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ วันที่ 16 มกราคม 2569)