บลูมเบิร์ก-CNBC-รอยเตอร์ส รายงาน: Alphabet ทะยานแตะ 4 ล้านล้านดอลล์ ชี้ตลาดโลกผันผวนสูง ไทยเผชิญ ‘พายุเศรษฐกิจ’
รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้งบลูมเบิร์ก (Bloomberg), CNBC และรอยเตอร์ส (Reuters) ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของภาพรวมเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความร้อนแรงของภาคเทคโนโลยีที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งสวนทางกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่กำลังซบเซา.
Alphabet สร้างประวัติศาสตร์: บริษัทมูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์
เหตุการณ์สำคัญที่สุดในตลาดการเงินโลกที่ถูกรายงานโดยสำนักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 คือการที่บริษัท Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ทะยานขึ้นสู่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก. ความสำเร็จครั้งนี้ส่งผลให้ Alphabet กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจาก NVIDIA และตอกย้ำถึงการกลับมาผงาดของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech).
นักวิเคราะห์ที่ได้รับความสนใจจากรายงานของ บลูมเบิร์ก ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนมูลค่าของ Alphabet ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการลงทุนและการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะความสำเร็จของโมเดล AI รุ่นใหม่ ‘Gemini 3’ และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจคลาวด์ (Cloud Segment). หุ้นของ Alphabet พุ่งขึ้นกว่า 6% ในช่วงต้นปี 2569 หลังจากที่ปี 2568 ได้ทำสถิติเพิ่มขึ้นไปแล้วกว่า 65%.
สัญญาณบวกใน NASDAQ แต่ตลาดโลกยังคงผันผวน
ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง. อย่างไรก็ตาม รายงานของ รอยเตอร์ส ได้เตือนถึงความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ในตลาดโลก โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Uncertainty) และความกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด.
นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้จะสามารถพยุงตลาดโดยรวมไว้ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงฟองสบู่ที่กำลังขยายตัว ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงกันในวารสารการเงินชั้นนำที่อ้างอิงข้อมูลจากทั้งสามสำนักข่าว.
ไทยเผชิญ ‘พายุเศรษฐกิจ’: ภาคการผลิตและส่งออกซบเซา
ในทางตรงกันข้าม ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น รายงานหลายฉบับระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ “พายุเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm).
ข้อมูลล่าสุดจาก S&P Global ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ของไทยในเดือนมกราคม 2569 ได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน. การลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการชะลอตัวของการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ โดยเฉพาะคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง.
Krungsri Research คาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยในปี 2569 จะยังคงหดตัว ซึ่งเป็นผลกระทบเต็มปีจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของการค้าโลก. นอกจากนี้ กระทรวงการคลังไทยเองก็ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2569 ลงเหลือเพียง 2.0% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า.
สรุปและแนวโน้ม
ข่าวสารจากสำนักข่าวระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้นำเสนอภาพที่ชัดเจนของโลกสองด้าน: ด้านหนึ่งคือการปฏิวัติ AI ที่ขับเคลื่อนให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกมีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ และอีกด้านคือความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทย.
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ความท้าทายคือการหาทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศเข้ากับกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีและ AI ระดับโลก ในขณะเดียวกันก็ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลกและแรงกดดันต่อภาคการผลิตในประเทศด้วย.



















