สรุปข่าวเด่น: Bloomberg, CNBC, Reuters – ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งแรง รับผลประกอบการสหรัฐฯ สดใส
กรุงเทพฯ – วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก โดยมีปัจจัยหลักมาจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่และบริษัทเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์
การรายงานข่าวระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท (Wall Street) สามารถยุติช่วงการปรับตัวลดลงติดต่อกันสองวันได้สำเร็จ และดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ภายหลังที่บริษัทการเงินชั้นนำของโลก อาทิ มอร์แกน สแตนเลย์ (Morgan Stanley) และโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้รายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่สดใสและเป็นไปในทิศทางบวก ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
TSMC นำทัพเทคโนโลยี AI ดันตลาดหุ้นทั่วโลก
นอกเหนือจากภาคการเงินแล้ว ข่าวที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดมากที่สุดคือผลประกอบการของบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง คอร์ปอเรชั่น (Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. – TSMC) ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลก รายงานผลกำไรในไตรมาสที่สี่เพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ TSMC ได้รับการตีความว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจนต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาหุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ของ TSMC ปรับตัวขึ้นประมาณ 4.5% ถึง 6% ในช่วงก่อนเปิดตลาด และยังเป็นแรงผลักดันให้ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
Reuters รายงานว่า แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทสหรัฐฯ นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดในอเมริกาเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้นของบริษัทขนาดใหญ่
นโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ในขณะที่ผลประกอบการภาคเอกชนสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด Bloomberg และ CNBC ต่างให้ความสำคัญกับการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รายงานระบุว่า Fed ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ช่วง 3.50%-3.75% และส่งสัญญาณว่าจะใช้ความอดทนในการดำเนินนโยบาย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และตลาดแรงงานยังคงตึงตัว
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายรายให้ความเห็นผ่านรายงานข่าวว่า แม้ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจะบ่งชี้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง แต่ปัจจัยนี้อาจทำให้ Fed มีเหตุผลน้อยลงในการรีบลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ววัน การเติบโตของภาคการผลิตที่กำลังฟื้นตัว และการบริโภคที่เริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้นในสหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ Fed สามารถคงนโยบาย “อดทน” ต่อไปได้
มุมมองเศรษฐกิจโลก: ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น
โดยสรุป รายงานข่าวจากทั้งสามสำนักชี้ให้เห็นว่า การเริ่มต้นของฤดูประกาศผลประกอบการได้สร้างความเชื่อมั่นครั้งใหม่ให้กับตลาดการเงินโลก การที่ภาคการเงินและภาคเทคโนโลยีสามารถรายงานผลกำไรที่สูงเกินคาดได้นั้น เป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นและมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง AI
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงเตือนว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่แน่นอนของ Fed ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อไป แม้ว่าสัญญาณบวกจากผลประกอบการจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ได้อย่างมากก็ตาม ตลาดการเงินโลกจึงกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างระมัดระวัง โดยที่ความหวังในการเติบโตยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความกลัวในระยะสั้น
ข้อมูลอ้างอิง:


















