จับตาตลาดโลก: เฟด-อีซีบี สวนทางนโยบายการเงิน ดอลลาร์แข็งกดดันบาทและ SET Index

0
54






จับตาตลาดโลก: เฟด-อีซีบี สวนทางนโยบายการเงิน ดอลลาร์แข็งกดดันบาทและ SET Index


จับตาตลาดโลก: เฟด-อีซีบี สวนทางนโยบายการเงิน ดอลลาร์แข็งกดดันบาทและ SET Index

บลูมเบิร์ก (Bloomberg), CNBC, และรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักสองแห่ง คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก โดยเฉพาะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): คงอัตราดอกเบี้ยและส่งสัญญาณ “อดทน”

รายงานจาก บลูมเบิร์ก ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% – 5.50% ติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอย่างมาก นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “อดทน” และยังไม่เร่งรีบในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสล่าสุดยังคงเติบโตสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

การส่งสัญญาณในลักษณะที่ยังคง “Hawkish” (เหยี่ยว) ของ Fed สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่คาดหวังการลดดอกเบี้ยในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Nasdaq) เผชิญกับแรงเทขายทำกำไร ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ปรับตัวสูงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นทันที เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก

ธนาคารกลางยุโรป (ECB): มุ่งสู่การผ่อนคลาย

ในทางกลับกัน CNBC และ รอยเตอร์ส รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ส่งสัญญาณในทิศทางที่ “Dovish” (พิราบ) มากกว่า โดยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points สู่ระดับ 4.25% ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อในเขตยูโรโซนอาจจะลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% ในระยะยาว

นางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่ยังคงเปราะบาง พร้อมระบุว่า นโยบายการเงินกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการผ่อนคลาย ส่งผลให้เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งตอกย้ำถึง ภาวะนโยบายการเงินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อตลาดไทย: เงินบาทอ่อนค่า-SET Index ผันผวน

สำหรับตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากท่าทีที่เข้มงวดของ Fed ได้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อค่าเงินบาท (THB) โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทะลุระดับ 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐฯ (Carry Trade)

ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงทันทีหลังจากการแถลงของ Fed โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) และหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีการชะลอการลงทุนและมีการขายสุทธิในบางส่วน นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินที่อ้างอิงโดย รอยเตอร์ส ให้ความเห็นว่า หาก Fed ยังคงนโยบายดอกเบี้ยสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Higher for Longer) จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าและทำให้ SET Index เผชิญกับความผันผวนต่อไปตลอดช่วงครึ่งแรกของปีนี้

แนวโน้มและข้อแนะนำสำหรับนักลงทุน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ตลาดจาก CNBC และ บลูมเบิร์ก แนะนำว่า นักลงทุนควรจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการตัดสินใจครั้งต่อไปของ Fed สำหรับนักลงทุนไทย ควรพิจารณาการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) สำหรับการลงทุนหรือการดำเนินธุรกิจที่มีรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศ และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท เช่น กลุ่มส่งออก หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากอัตราดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น

ที่มา: รวบรวมและวิเคราะห์จากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters