การอัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: ยักษ์ใหญ่เทคฯ ทุ่มแสนล้านดอลลาร์ใน AI สั่นสะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก

0
38






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters


การอัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters: ยักษ์ใหญ่เทคฯ ทุ่มแสนล้านดอลลาร์ใน AI สั่นสะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก

รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นโลก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการประกาศแผนการลงทุนขนาดยักษ์ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ อย่างหนัก แม้ว่าดัชนีหลักบางตัวจะยังคงปรับตัวขึ้นได้ก็ตาม

การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อขับเคลื่อน AI

กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เรียกกันว่า “Hyperscalers” ซึ่งประกอบด้วย Amazon (AMZN), Alphabet (GOOGL), Microsoft (MSFT) และ Meta (META) ได้ประกาศแผนการใช้จ่ายด้านทุน (Capital Expenditure หรือ capex) ในปี 2569 รวมกันเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 650,000 – 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผล AI ขั้นสูง

การประกาศดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเหล่านี้ รวมถึงความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น เมื่อเทียบกับการลงทุนที่ต้องใช้เงินสดจำนวนมหาศาลในระยะยาว

Amazon และ Alphabet จุดชนวนการเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ

หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการประกาศของ Amazon.com Inc. ซึ่งระบุว่าบริษัทจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนเป็นประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 โดยเน้นที่บริการคลาวด์ (AWS) และโครงสร้างพื้นฐาน AI หลังจากที่รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 มีกำไรต่อหุ้นพลาดเป้าไปเล็กน้อย ภายหลังการประกาศดังกล่าว หุ้นของ Amazon ได้ร่วงลงมากกว่า 10% ภายในช่วงหลังตลาดปิดทำการ

ในทำนองเดียวกัน Alphabet บริษัทแม่ของ Google ก็ได้ประกาศแผนการใช้จ่ายด้านทุนในปี 2569 ที่สูงถึง 175,000 – 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายขีดความสามารถด้าน AI และ Cloud ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความผันผวนให้กับราคาหุ้นของบริษัทในสัปดาห์นั้น

ภาพรวมตลาดหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัล

การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีครั้งใหญ่นำไปสู่การลดลงของมูลค่าตลาดรวมของ Big Tech ไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นดัชนีที่เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก ได้ปรับตัวลดลง 1.97% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.20%

อย่างไรก็ตาม ดัชนี Dow Jones Industrial Average (DIA) กลับสวนทางด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.45% โดยมีแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มวัสดุพื้นฐาน (Basic Materials) และกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrials) ที่ทำผลงานได้ดีที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงการหมุนเวียนของเงินลงทุนออกจากกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่า

นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยราคาของ Bitcoin ได้ดิ่งลงอย่างรุนแรงเกือบ 30% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพคล่องที่เบาบางและการบังคับชำระบัญชี (forced liquidations) ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีด้วย

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่

ในขณะที่ความสนใจของตลาดมุ่งไปที่เรื่อง AI และตลาดหุ้น สำนักข่าว Reuters ได้รายงานถึงความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยมีประเด็นของไต้หวันเป็นศูนย์กลางความขัดแย้ง แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำจีนจะมีการหารือกันเพื่อลดความตึงเครียดบางส่วน แต่สัญญาณเตือนเกี่ยวกับ “เส้นแดง” ในประเด็นไต้หวันยังคงมีอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

โดยสรุป การอัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกแสดงให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนใน AI ในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งก่อให้เกิดความผันผวนในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปในปี 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters และการวิเคราะห์ตลาด