สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: บลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี, รอยเตอร์ส เกาะติดสถานการณ์สำคัญประจำสัปดาห์
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่างบลูมเบิร์ก, ซีเอ็นบีซี และรอยเตอร์ส ชี้ให้เห็นถึงพลวัตที่สำคัญในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านนโยบายการค้า, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, ทิศทางของภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการเติบโตของภาคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
สถานการณ์การค้าโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกขึ้นเป็น 15% จากเดิม 10% หลังจากคำตัดสินของศาลฎีกา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่ให้กับการเจรจาการค้าในอเมริกาเหนือและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รายงานของ Global Trade Alert ระบุว่าสหราชอาณาจักรอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รอยเตอร์สรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังระดมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษรอบอิหร่าน โดยเจ้าหน้าที่ทั้งในปัจจุบันและอดีตต่างกล่าวว่ารัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนจะพร้อมสำหรับการโจมตีเป้าหมายทางทหารและยุทธศาสตร์ รวมถึงอาจมีการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในกรุงเตหะราน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% และดัชนี Core PCE ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 3.0% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% เช่นกัน ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั่วไปเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจาก 2.7% ในเดือนธันวาคม 2568 และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาพลังงาน
ตลาดการเงินได้ตอบรับข่าวการเสนอชื่อนายเควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำ มีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยหากภาวะเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการลดขนาดงบดุลภายใต้การนำของนายวอร์ช ในส่วนของออสเตรเลีย ธนาคารกลาง RBA ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 3.85% ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี โดยมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.8% และส่งสัญญาณว่าจะไม่รีบร้อนปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
ความเคลื่อนไหวในตลาดทุนและสินค้าโภคภัณฑ์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากข่าวภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง นักลงทุนชาวอเมริกันกำลังถอนเงินออกจากตลาดหุ้นในประเทศในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบอย่างน้อย 16 ปี เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เริ่มอ่อนตัวลง และตลาดต่างประเทศที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าเริ่มน่าดึงดูดใจมากขึ้น ในทางกลับกัน ตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักนับตั้งแต่ต้นปี โดยมีแรงหนุนจากแหล่งกำไรที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับการซื้อขายหุ้น AI
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เฉลี่ยอยู่ที่ 63.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 67.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีความผันผวนตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านและอุปทานทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI สำหรับไตรมาส 4 ปี 2569 ขึ้นเป็น 60 ดอลลาร์และ 56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ เนื่องจากระดับสต็อกน้ำมันในประเทศสมาชิก OECD อยู่ในระดับต่ำ ส่วนราคาทองคำโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 4,883.21 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ (-5.5%) และราคาทองคำไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 73,330 บาท (-4.6%) โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
บทบาทของเทคโนโลยีและ AI ในเศรษฐกิจโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ได้จัดตั้งโครงการ “Tech Corps” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Peace Corps แต่เน้นไปที่ AI เพื่อเสริมสร้างสถานะที่โดดเด่นในตลาด AI ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ AI ยังส่งผลกระทบต่อภาคไอทีในสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจนำไปสู่อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น
สำหรับประเทศไทย มีโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เช่น Data Center, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), เครื่องใช้ไฟฟ้า และการผลิตที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ EV ในปี 2568 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบเป็นรายปี นอกจากนี้ ASML ยังแสดงความสนใจที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมชิปของไทย
ภาพรวมเศรษฐกิจไทย
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% จาก 2.1% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงจำกัด อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 1.8% (จากเดิม 1.5%) โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ดีขึ้น รวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศที่คาดว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพในเดือนพฤษภาคม 2569
โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณของโอกาสใหม่ๆ โดยเฉพาะจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการลงทุนและการเติบโตในอนาคต


















