News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
97

สรุปข่าวเศรษฐกิจโลกประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569: ตลาดผันผวนจากประเด็นภาษีสหรัฐฯ และความตึงเครียดอิหร่าน

กรุงเทพฯ – วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังคงเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่แสดงสัญญาณทั้งบวกและลบในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

นโยบายภาษีสหรัฐฯ เขย่าตลาดโลก

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในสัปดาห์นี้คือ การประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้บางส่วนของทรัมป์ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนใหม่ให้กับตลาด และจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

รายงานจาก CNBC ระบุว่า ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในวันจันทร์ด้วยภาวะติดลบ หลังจากนักลงทุนประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีใหม่นี้ ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ด้านภาคการธนาคารของเยอรมนีได้แสดงความกังวลต่อแผนการเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์ และสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาระงับกระบวนการอนุมัติข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นภาษี 15% นี้ถูกจำกัดไว้ที่ 150 วัน หากไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการขยายมาตรการผ่านช่องทางกฎหมายอื่นๆ

ภาพรวมตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์

ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและฟิวเจอร์สของสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน ตลาดหุ้นในเอเชียกลับแสดงสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงที่พุ่งขึ้นกว่า 2.53% และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ที่ปิดบวกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แรงหนุนหลักมาจากการกลับมาโดดเด่นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตของจีน เช่น Tencent Holdings และ Alibaba Group ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีนและมาตรการสนับสนุนภาคเทคโนโลยีและ AI Infrastructure ของรัฐบาลจีน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ก็ได้รับประโยชน์จากภาวะตึงตัวในตลาดชิปหน่วยความจำ

ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้น 0.5% แตะ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างหนักในการซื้อขายในเอเชียเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ โดยลดลงกว่า 5% ต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ใหม่และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด แม้ว่าจะเคยมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือน

ทิศทางนโยบายการเงินและเงินเฟ้อ

ข้อมูลจาก Bureau of Labor Statistics ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2025 ชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน 2025 เพิ่มขึ้น 0.3% โดยอัตราเงินเฟ้อ 12 เดือนอยู่ที่ 2.7% ซึ่งสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงกลางปี ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายบางรายยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านราคา ในฝั่งยุโรป อลัน เทย์เลอร์ สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อในภาคบริการและเตือนว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะมีผลกระทบยาวนานหลายปี ขณะที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 3.85% ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และส่งสัญญาณว่าจะไม่รีบร้อนปรับลดอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เนื่องจากตลาดลดความคาดหวังในการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในอนาคต

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: สหรัฐฯ-อิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับตลาดโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่าจะตัดสินใจภายใน 10-15 วันว่าจะดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านหรือไม่ หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ รายงานของ Reuters ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการที่อาจกินเวลานานหลายสัปดาห์ ซึ่งอาจรวมถึงการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ความไม่แน่นอนนี้เป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

บทบาทของเทคโนโลยีและ AI

แม้จะมีความผันผวน แต่ภาคเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ สหรัฐฯ ได้ประกาศโครงการริเริ่มใหม่ที่เรียกว่า “Tech Corps” เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งที่โดดเด่นในตลาด AI ระหว่างประเทศ โดยรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อปฏิบัติงานในประเทศพันธมิตร ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักจาก AI เริ่มผ่อนคลายลง แต่หุ้นกลุ่มเติบโตอาจยังไม่สามารถทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มคุณค่าในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และจีน ได้รับแรงหนุนอย่างชัดเจนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายจากประเด็นทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะเดียวกัน การเติบโตจากภาคเทคโนโลยีและ AI รวมถึงสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในบางภูมิภาค ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองภาพรวมของเศรษฐกิจโลกไว้