สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters เกาะติดสถานการณ์สำคัญประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569
กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2569 – สื่อข่าวเศรษฐกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญทางเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลกตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีประเด็นหลักที่น่าจับตาตั้งแต่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลาง ราคาน้ำมัน ไปจนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
แนวโน้มเศรษฐกิจโลก: เติบโตอย่างมีเสถียรภาพท่ามกลางความท้าทาย
ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกชะลอตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3-3.3% ในปี 2569 แรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนในเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนการค้าโลกและการลงทุนทางธุรกิจ นอกจากนี้ นโยบายการคลังและการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงสภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและการบริโภคสินค้าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับปัจจัยถ่วงหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจจีนได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายนอกประเทศที่เข้ามาชดเชยความอ่อนแอภายใน ส่วนการเติบโตในยูโรโซนยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ
นโยบายธนาคารกลางและอัตราเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ใกล้ระดับ 2% ในทำนองเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม และอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
ด้านธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ก็มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมหากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ที่ตัดสินใจเพิ่มอัตราเงินสดเป็น 3.85% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สำหรับธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ได้คงอัตรา OCR ไว้ที่ 2.25% โดยระบุว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงสู่เป้าหมาย
โดยรวมแล้ว อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะลดลง แต่ในสหรัฐฯ อาจกลับสู่เป้าหมายได้ช้ากว่าที่คาดไว้
ตลาดน้ำมันและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบได้อ่อนตัวลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 โดยน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 70.52-71.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 65.72-65.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด รายงานระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่อาจรวมถึงการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ในอิหร่าน หากได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ขณะเดียวกัน อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 850,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 โดยมีประเทศนอกกลุ่ม OECD และจีนเป็นผู้นำในการเพิ่มขึ้นนี้
เทคโนโลยี AI และความตึงเครียดทางการค้า
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ Generative AI และหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถูกมองว่าเป็นเทรนด์สำคัญในปี 2569 ซึ่งเน้นที่การนำไปใช้ในระดับองค์กร การกำกับดูแล และความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวข้อมูล AI และการคัดลอกเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในด้านการค้า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนใหม่ในการเจรจาการค้าในอเมริกาเหนือ กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้แถลงว่าจีนไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ยูเครน และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านการเจรจา
สรุปได้ว่า เศรษฐกิจโลกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังคงอยู่ในภาวะที่ซับซ้อน โดยมีการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนโยบายที่สนับสนุน แต่ก็ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระยะต่อไป



















