อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
92






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ทั่วโลกผวาเศรษฐกิจชะลอ! เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ สกัดภาวะตลาดแรงงานอ่อนแอ


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

Bloomberg, CNBC และ Reuters—สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกรายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนในการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการอ่อนแอของตลาดแรงงานสหรัฐฯ

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก จากเดิมที่มุ่งเน้นการต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างดุดัน มาสู่การให้ความสำคัญกับการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะถดถอย

เฟดปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด สกัดภาวะตลาดแรงงานอ่อนแอ

รายงานจาก CNBC และ Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points ในการประชุมเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate อยู่ในกรอบ 3.75% ถึง 4.00%. การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามความคาดหมายของตลาด แต่สิ่งที่สร้างแรงกระเพื่อมคือถ้อยแถลงของประธานเจอโรม พาวเวลล์ ที่เน้นย้ำถึงความกังวลต่อตัวเลขการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และอัตราการว่างงานที่เริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น.

“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ใช่การส่งสัญญาณว่าปัญหาเงินเฟ้อได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการประกันความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ นั่นคือความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว” แหล่งข่าวจาก Bloomberg อ้างถึงนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคของสถาบันการเงินชั้นนำ.

นักลงทุนกำลังจับตาการประชุม FOMC ครั้งต่อไปในเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด โดยตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed อาจจะดำเนินการลดดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนสิ้นปี.

แนวโน้มเงินเฟ้อโลกและนโยบายธนาคารกลาง

Reuters รายงานว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะ Disinflation (อัตราเงินเฟ้อชะลอตัว) อย่างชัดเจน หลังจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่และต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลกในช่วงสองปีที่ผ่านมา. ธนาคารกลางหลายประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ซึ่งตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ได้ลดลงเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% มากขึ้น.

อย่างไรก็ตาม รายงานยังเตือนว่า การผ่อนคลายนโยบายที่เร็วเกินไปอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้นได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในภาคบริการที่ยังคงมีแรงกดดันด้านค่าจ้างสูงอยู่ ดังนั้น การตัดสินใจของ Fed ในการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงเป็น “แบบทดสอบ” ครั้งสำคัญว่า ธนาคารกลางจะสามารถนำเศรษฐกิจลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) ได้หรือไม่.

ราคาน้ำมันดิบและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. การที่ราคาน้ำมันไม่พุ่งสูงขึ้น แม้จะมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นระยะ ๆ เป็นผลมาจากความกังวลต่ออุปสงค์ที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงสัญญาณการเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ ในอนาคต.

การลดลงของราคาน้ำมันดิบถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ยืนยันถึงความอ่อนแอของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก. นักวิเคราะห์จาก J.P. Morgan ซึ่งรายงานโดย Reuters ยังได้มีการคาดการณ์ที่กล้าหาญว่า ราคาน้ำมันอาจลดลงไปแตะระดับ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในปี 2570 หากอุปสงค์ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่อง.

สรุปภาพรวมตลาดทุน

โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงปฏิกิริยาที่หลากหลายต่อข่าวนี้ ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศของ Fed เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยยืดอายุการเติบโตของบริษัทต่าง ๆ ออกไปได้ อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ยังคงมีความผันผวนสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนในทิศทางนโยบายระยะยาวของ Fed. นักวิเคราะห์ต่างแนะนำให้นักลงทุนติดตามข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะประกาศในช่วงปลายปีอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความลึกของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่กำลังจะมาถึง