อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาผลประชุมเฟดและตัวเลขเงินเฟ้อ
รายงานข่าวโดย: ทีมข่าวการเงินโลก | อ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters
วันที่เผยแพร่: 28 พฤศจิกายน 2568
ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวน โดยนักลงทุนต่างจับตาการแถลงผลการประชุมครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างใกล้ชิด ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดจากยุโรปและเอเชียส่งสัญญาณที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการเงินในอนาคต รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในบางภูมิภาค
ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ตอบรับนโยบายเฟด
ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC ดัชนีหลักทรัพย์ในตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังจากการประชุมของ Fed สิ้นสุดลง โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ที่ลดลง 0.8% และ Nasdaq ที่ลดลง 1.2% เนื่องจากประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณที่ “เหยี่ยว” (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย แม้ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่การเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการต่อสู้กับเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้นักลงทุนกลับมาประเมินความเสี่ยงใหม่
ในตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้ดีดตัวสูงขึ้นแตะระดับ 4.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานขึ้น (Higher for Longer) ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตของบริษัทที่มีหนี้สินสูงและกลุ่มเทคโนโลยี
ตัวเลขเศรษฐกิจโลกและความแตกต่างในภูมิภาค
รายงานจาก Reuters ระบุว่า ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) ในกลุ่มยูโรโซนแสดงสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยลดลงมาอยู่ที่ 2.9% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดความหวังว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจยุติวงจรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของภูมิภาคในเวลาเดียวกัน
ในทางกลับกัน ข้อมูลเศรษฐกิจจากเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากญี่ปุ่นและอินเดีย ตามการรายงานของ Bloomberg ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการและราคาพลังงาน การเติบโตของเศรษฐกิจในอินเดียยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็มีสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวลดลงประมาณ 1.5% ท่ามกลางความกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันอาจลดลง หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว รายงานจาก CNBC ระบุว่า นักลงทุนกำลังรอผลการประชุมของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมเพื่อพยุงราคา
ในส่วนของตลาดทองคำ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ได้รับแรงหนุนให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาทองคำสปอตทะลุระดับ 2,050 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หลังจากความผันผวนในตลาดตราสารหนี้และหุ้นเพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเงินโลก
สรุปสถานการณ์
โดยสรุป รายงานข่าวจากสำนักข่าวหลักทั้งสามแห่งชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ แรงกดดันจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของ Fed ผนวกกับสัญญาณเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานที่กำลังจะเผยแพร่ในช่วงปลายปีอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของตลาดในปี 2569


















