สรุปข่าวเศรษฐกิจโลก: Bloomberg, CNBC, Reuters รายงานตรงกัน ตลาดคาดการณ์ Fed หั่นดอกเบี้ยธันวาคม
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ได้ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ครั้งใหญ่ต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงปลายปี.
Bloomberg: รายงานข้อมูลเงินเฟ้อที่ “อ่อนตัว” และแรงหนุนวอลล์สตรีท
Bloomberg รายงานว่า ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) สำหรับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุด มีแนวโน้มที่จะแสดงการเพิ่มขึ้นแบบปีต่อปีที่ประมาณ 2.8%. แม้จะยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% เล็กน้อย แต่ตัวเลขดังกล่าวถูกมองว่า “อ่อนตัวลง” เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี. รายงานนี้ได้จุดประกายความหวังในหมู่นักลงทุนว่าแรงกดดันด้านราคาได้บรรเทาลงแล้ว และเปิดทางให้ Fed สามารถพิจารณาการผ่อนคลายทางการเงินได้เร็วขึ้น.
ผลตอบรับในตลาดวอลล์สตรีทเป็นไปในทิศทางบวกทันที โดยดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปิดตลาด. นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ชี้ว่า การที่อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเล็กน้อยนี้ ได้ทำให้เกิด “ภาวะทองคำ” (Goldilocks Scenario) ที่เศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่น แต่แรงกดดันด้านราคาไม่ได้รุนแรงพอที่จะบีบให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป.
CNBC: วิเคราะห์โอกาสหั่นดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่พุ่งสูง
ด้าน CNBC ซึ่งเป็นช่องข่าวธุรกิจและการเงินชั้นนำ ได้เน้นการวิเคราะห์ไปที่เครื่องมือ CME Fed Watch Tool โดยรายงานว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สได้ประเมินโอกาสที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ไว้ที่เกือบ 72.0%. โอกาสที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เป็นผลมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาผสมผสานกัน ทั้งเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอและสัญญาณความอ่อนแอในบางส่วนของตลาดแรงงาน.
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ CNBC ได้ให้ความเห็นว่า การที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่มีสัญญาณการชะลอตัวในรายงานการขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (Weekly Jobless Claims) ได้เสริมน้ำหนักให้กับแนวคิดที่ว่า Fed อาจจะต้องดำเนินการเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรง. การวิเคราะห์นี้บ่งชี้ว่า การสื่อสารของประธาน Fed ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ถูกตีความโดยตลาดว่าเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับการ “ลดความร้อนแรง” ของนโยบายการเงิน.
Reuters: ภาพรวมตลาดโลกและผลกระทบต่อสกุลเงินและน้ำมัน
Reuters สำนักข่าวระดับโลก ได้ขยายภาพการวิเคราะห์ไปยังตลาดการเงินทั่วโลก โดยรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างตอบรับด้วยการเปิดตัวในแดนบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls). ตลาดในยุโรปและเอเชียก็ได้รับอานิสงส์นี้เช่นกัน โดยดัชนี FTSE ของสหราชอาณาจักรทำสถิติเพิ่มขึ้นยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์.
นอกจากนี้ Reuters ยังได้รายงานถึงผลกระทบต่อตลาดสกุลเงิน โดยระบุว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสัปดาห์ที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เนื่องจากความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้ลดความน่าดึงดูดใจของสกุลเงินดอลลาร์ลง. ในส่วนของตลาดน้ำมัน รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันได้เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางการตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังคงเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด.
สรุปและแนวโน้มช่วงปลายปี
การรายงานข่าวที่สอดคล้องกันจากทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในมุมมองของตลาดต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก. ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลง ทำให้ Fed มีพื้นที่ในการปรับนโยบายเข้าสู่การผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงปลายปี 2568. นักลงทุนจึงคาดหวังว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีจะเป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวนที่มาพร้อมกับโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) มากขึ้น แม้จะต้องจับตาดูการประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการของ Fed ในเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิดก็ตาม.
หมายเหตุ: ข้อมูลอ้างอิงและตัวเลขทางเศรษฐกิจในบทความนี้อ้างอิงจากการสังเคราะห์รายงานข่าวและแนวโน้มตลาดจากแหล่งข้อมูล Bloomberg, CNBC, และ Reuters ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568.


















