สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องดอกเบี้ย, สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนผันผวน, และดีลใหญ่ในภาคเทคโนโลยี
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลก
(กรุงเทพฯ) – ตลาดการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยความผันผวนในช่วงปลายปี 2568 โดยมีประเด็นสำคัญสามประการที่ครองพื้นที่ข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้แก่ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว, และการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในตลาดควบรวมกิจการของภาคเทคโนโลยี
การเงินโลก: ความไม่แน่นอนของการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
สถานการณ์ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกจับตามากที่สุด โดยแหล่งข่าวจาก Bloomberg และ CNBC รายงานว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ในเดือนธันวาคม แม้ว่าเฟดจะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ระดับ 4.25% ถึง 4.5% ติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ แต่ผู้ว่าการเฟดบางรายเริ่มส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้านี้
ท่ามกลางความเห็นที่แตกแยกนี้ วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs ได้ออกมาคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐานติดต่อกันถึงสามครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน พฤศจิกายน และธันวาคม เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเป้าหมายไปอยู่ที่ระดับ 3.25%-3.5% ในที่สุด การคาดการณ์ดังกล่าวสร้างความหวังให้กับตลาดที่ต้องการเห็นต้นทุนทางการเงินที่ลดลง แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความผันผวนของทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่แน่นอน
ภูมิรัฐศาสตร์: ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เปราะบาง
ด้านความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและตลาดโลก รายงานข่าวจาก Reuters ชี้ให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ผ่อนคลายลงชั่วคราวหลังจากการประชุมระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราว
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว มีการประกาศลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าบางรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกภาษี 15% สำหรับสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ไก่ ข้าวสาลี ข้าวโพด และฝ้าย รวมถึงการลดภาษี 10% สำหรับสินค้าจีนบางประเภท โดยมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 อย่างไรก็ตาม, บรรยากาศแห่งความปรองดองนี้ถูกบดบังด้วยความผันผวนทางการเมืองของสหรัฐฯ เอง โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า ประธานาธิบดีได้ประกาศขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมด หากการเจรจาไม่เป็นไปตามที่ต้องการ สถานการณ์ที่กลับไปกลับมานี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของข้อตกลงการค้า และทำให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ ต้องวางแผนรับมือกับความเสี่ยงด้านภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ภาคธุรกิจ: การควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมสื่อและเทคโนโลยี
ในภาคธุรกิจ มีการรายงานข่าวการควบรวมกิจการที่น่าสนใจจาก Reuters เอง โดยบริษัท Thomson Reuters ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสที่สามของปี 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกาศเข้าซื้อกิจการของ Pagero ซึ่งเป็นบริษัทด้านระบบการออกใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-invoicing) ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้นับเป็นดีลสำคัญครั้งที่หกของ Thomson Reuters ตั้งแต่ต้นปี 2566 และเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ทางการเงินและกฎหมาย การเคลื่อนไหวของ Thomson Reuters สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของบริษัทสื่อและข้อมูลขนาดใหญ่ที่กำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล
สรุปภาพรวม
โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจากสำนักข่าวหลักทั้งสามแห่งชี้ให้เห็นว่า ตลาดโลก ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 กำลังเผชิญกับคลื่นความผันผวนที่ซับซ้อน ทั้งจากความคาดหวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟดที่ยังไม่ชัดเจน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจของเฟดในเดือนธันวาคม และทิศทางของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงเทศกาลวันหยุดและต้นปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


















