สัญญาณเตือน “ความเสี่ยงคู่” ต่อเสถียรภาพการเงินและเศรษฐกิจโลก: IMF ชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยสูงขึ้น ขณะที่ BIS เตือนภัย “กองทุนเฮดจ์ฟันด์”

0
88






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: สัญญาณเตือน “ความเสี่ยงคู่” ต่อเสถียรภาพการเงินและเศรษฐกิจโลก


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: รายงานพิเศษวิเคราะห์สถานการณ์โลก

สัญญาณเตือน “ความเสี่ยงคู่” ต่อเสถียรภาพการเงินและเศรษฐกิจโลก: IMF ชี้ความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยสูงขึ้น ขณะที่ BIS เตือนภัย “กองทุนเฮดจ์ฟันด์”

วอชิงตัน ดี.ซี. / บาเซิล – สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสารสำคัญที่น่ากังวลจากสององค์กรการเงินระหว่างประเทศขนาดใหญ่ นั่นคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งพร้อมใจกันส่งสัญญาณเตือนภัยถึง “ความเสี่ยงคู่” ที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

1. IMF เพิ่มความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยจากผลกระทบของมาตรการภาษี

รายงานล่าสุดของ IMF ได้ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยชี้ว่าปัจจัยหลักมาจากนโยบายกีดกันทางการค้าและการเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมในปี 2025 จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 3.2% แต่ IMF ได้เน้นย้ำว่าความเสี่ยงนั้นเอนเอียงไปในทิศทางที่ตกต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า

มาตรการภาษีที่ปรับสูงขึ้นได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ IMF ระบุว่า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการภาษีบางส่วนลงจากข้อตกลงทางการค้าในภายหลัง แต่ผลกระทบสะสมของความขัดแย้งทางการค้ายังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเติบโตทั่วโลก การเติบโตที่ชะลอตัวลงในเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

2. BIS เตือนภัยความเสี่ยงเชิงระบบจาก “กองทุนเฮดจ์ฟันด์”

ในขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็น “ธนาคารกลางของธนาคารกลาง” ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความเสี่ยงเชิงระบบที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ผู้บริหารระดับสูงของ BIS ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการที่กองทุนเหล่านี้ใช้ การกู้ยืมในระดับสูง (Highly Leveraged) เพื่อเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรรัฐบาล

การใช้เลเวอเรจในระดับสูงนี้ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์กลายเป็นผู้เล่นหลักที่ให้สภาพคล่องในตลาดพันธบัตรรัฐบาล แต่ในลักษณะที่เป็น Procyclical หรือมีความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ BIS ชี้ว่า หากตลาดเกิดความตื่นตระหนกหรือมีการเทขายอย่างรุนแรง การที่กองทุนเหล่านี้ต้องรีบขายสินทรัพย์เพื่อลดภาระหนี้ อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดในระบบการเงินโลก และอาจนำไปสู่วิกฤตสภาพคล่องที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในอดีต

3. การเชื่อมโยงความเสี่ยงและนัยยะต่อภูมิภาคเอเชีย

รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้นำเสนอข้อมูลเหล่านี้เพื่อเน้นย้ำถึงภาพรวมของความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสงครามภาษีที่ชี้โดย IMF และความเสี่ยงทางการเงินจากความเปราะบางในตลาดพันธบัตรที่ชี้โดย BIS เป็นเสมือน “ความเสี่ยงคู่” ที่เสริมแรงกัน

  • หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง (ตามคำเตือนของ IMF): จะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงขึ้น
  • เมื่อตลาดการเงินผันผวน (ตามคำเตือนของ BIS): กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีเลเวอเรจสูงจะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับขายสินทรัพย์ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาพันธบัตรและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกและพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ การรวมกันของความเสี่ยงทั้งสองนี้หมายถึงการที่รัฐบาลและธนาคารกลางต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน, การไหลออกของเงินทุน และผลกระทบต่อภาคการส่งออก นักวิเคราะห์ทางการเงินต่างจับตาดูว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะดำเนินการอย่างไรเพื่อจัดการกับความเสี่ยงจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ไร้การควบคุมอย่างเข้มงวด และการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศจะสามารถบรรเทาความตึงเครียดทางเศรษฐกิจได้หรือไม่

โดยสรุป การรายงานข่าวล่าสุดจากสามสำนักข่าวการเงินยักษ์ใหญ่ได้ตอกย้ำถึงภาวะที่โลกกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ โดยมีทั้งความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบาย และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินที่เกิดจากกลไกของตลาด ซึ่งเรียกร้องให้มีการประสานงานนโยบายระดับโลกอย่างเร่งด่วน

แหล่งข้อมูล: รายงานจาก Bloomberg, CNBC, Reuters อ้างอิงคำเตือนของ Bank for International Settlements (BIS) และ International Monetary Fund (IMF)