ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดส่งสัญญาณหั่นดอกเบี้ย ธ.ค. 2025 ตลาดโลกตอบรับเชิงบวก
สำนักข่าวไทย (THAI NEWS AGENCY) — วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568
สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เริ่มมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้.
ท่าทีของเฟด: เสียงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายเริ่มดังขึ้น
รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า ท่ามกลางความเห็นที่แตกแยกในหมู่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เสียงที่สนับสนุนให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเฟด ซึ่งได้จุดประกายความหวังให้กับตลาดอีกครั้งว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามของปีในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2025.
แม้ว่าข้อมูลอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ว่าการเฟดบางท่านแสดงความกังวล แต่การพิจารณาถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและการชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้นภายในคณะกรรมการ. นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ตลาดกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า Fed จะให้น้ำหนักกับข้อมูลการจ้างงานที่ยังแข็งแกร่ง หรือจะเริ่มผ่อนปรนเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงมาเป็นเวลานาน.
ตลาดการเงินโลกและผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที
ทันทีที่ข่าวสัญญาณบวกเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยแพร่ออกไป ตลาดการเงินทั่วโลกได้ตอบสนองทันที โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (Stocks tick higher) ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ก็มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนยิ่งกว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury yields) ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของเฟดจะลดลงได้เพิ่มสูงขึ้น. การลดลงของผลตอบแทนพันธบัตรถือเป็นสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดในตลาดการเงิน และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมในระยะยาว.
อย่างไรก็ตาม Reuters ยังได้รายงานถึงคำเตือนจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากระดับการกู้ยืมที่สูงของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังแม้จะมีข่าวดีจากเฟดก็ตาม.
ภาพรวมเศรษฐกิจโลก: ความแตกต่างที่ขยายตัว
ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจโลก รายงานจาก IMF ที่ถูกอ้างอิงโดย CNBC และ SCB EIC ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากประมาณการเดิมมากนัก แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ “ความแตกต่างที่ขยายตัวกว้างขึ้น” (divergences are widening) ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เฟดมีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจด้านนโยบาย.
นัยยะต่อประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย
สำหรับประเทศไทยและตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข่าวการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของเฟดถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ หากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยจริงในเดือนธันวาคม 2025 สิ่งนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท (Baht) และลดความเสี่ยงของการไหลออกของเงินทุน (Capital Outflows). การที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แคบลง จะช่วยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวของสหรัฐฯ มากนัก.
นักลงทุนและผู้ประกอบการในไทยจึงควรติดตามการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของปีอย่างใกล้ชิด เพราะการตัดสินใจของเฟดจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินและทิศทางการลงทุนในตลาดทุนไทยในปีถัดไป.
สรุป
การรายงานข่าวที่ประสานกันจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters เน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนโยบายการเงินโลกในปลายปี 2025 โดยการส่งสัญญาณผ่อนคลายของเฟดกำลังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดการเงิน ซึ่งมอบความหวังให้กับนักลงทุนทั่วโลกถึงการสิ้นสุดของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยสูง และการเริ่มต้นของวงจรการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นในปี 2026. ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อรอการตัดสินใจครั้งสำคัญในเดือนธันวาคม.
อ้างอิงข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters และข้อมูลเศรษฐกิจจาก IMF, SCB EIC.



















