News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

0
60






อัพเดทข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ และราคาน้ำมันโลก


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters

วอชิงตัน/ลอนดอน/ฮ่องกง — ตลาดการเงินโลกยังคงให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินที่กำลังจะมาถึงของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม ควบคู่ไปกับการจับตาราคาน้ำมันดิบที่ยังคงผันผวน และสัญญาณเชิงบวกจากตลาดหุ้นเอเชียในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568.

ธนาคารกลางสหรัฐฯ: โอกาส “ห้าสิบ-ห้าสิบ” ในการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่สาม

รายงานเชิงลึกจาก Bloomberg และ CNBC ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed กำลังเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากในการประชุมเดือนธันวาคม โดยคาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงที่ Fed จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สามในปีนี้ หลังจากการปรับลดไปแล้วในเดือนตุลาคม. นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขการจ้างงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Fed พิจารณาการผ่อนคลายทางการเงิน.

ตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์วอลล์สตรีท หาก Fed ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate เคลื่อนตัวอยู่ในช่วง 3.75% ถึง 4% ภายในสิ้นปี 2568. อย่างไรก็ตาม, บทวิเคราะห์จาก Morningstar ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เปรียบเสมือน “การโยนเหรียญ” เนื่องจาก Fed มีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้พิจารณาน้อยกว่าปกติในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการตัดสินใจมีความซับซ้อนมากขึ้น.

ราคาน้ำมันดิบโลก: OPEC+ คงกำลังการผลิต ท่ามกลางอุปทานส่วนเกิน

ในส่วนของตลาดพลังงานโลก Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยมีการปรับลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยสำหรับปี 2568 ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 67 ถึง 71 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล. การคาดการณ์นี้เป็นผลมาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากกลุ่มผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ซึ่งทำให้อุปทานในตลาดโลกมีแนวโน้มจะเกินความต้องการ (Market Surplus) แม้ว่ากลุ่ม OPEC+ จะพยายามใช้มาตรการควบคุมการผลิตก็ตาม.

แหล่งข่าวในตลาดเปิดเผยว่า ในการประชุมเสมือนจริงของกลุ่ม OPEC+ ที่กำลังจะมาถึง คาดว่ากลุ่มจะยังคงนโยบายรักษาระดับการผลิตในปัจจุบันต่อไป เพื่อพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงไปมากกว่านี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า กลุ่มยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของราคามากกว่าการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น.

ตลาดหุ้นเอเชีย: แนวโน้มเชิงบวกจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

สำหรับตลาดทุนในภูมิภาคเอเชีย รายงานจาก BlackRock และ Morningstar ที่อ้างอิงโดยสำนักข่าวต่าง ๆ ระบุว่า ตลาดหุ้นเอเชียได้แสดงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่สาม โดยได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on Sentiment) และผลตอบแทนที่โดดเด่นของหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks).

บทวิเคราะห์ยังระบุอีกว่า ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค. อย่างไรก็ตาม, มีการตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตโดยรวมของเอเชียได้ชะลอตัวลงเล็กน้อยในไตรมาสที่สามเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และค่าเงินในภูมิภาค (Asia Dollar Index) ก็อ่อนค่าลงประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงกระแสเงินทุนที่ยังคงไหลกลับไปยังสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ.

สรุปภาพรวม

โดยสรุป รายงานข่าวเศรษฐกิจโลกจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางการเงินที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการรอคอยสัญญาณที่ชัดเจนจาก Fed ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันและตลาดเอเชียยังคงดำเนินไปภายใต้ปัจจัยเฉพาะภูมิภาคและนโยบายการผลิตของกลุ่มผู้มีอำนาจหลัก. การเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงเดือนธันวาคมจึงยังคงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด.

(รวม 530 คำ)