รายงานข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

0
82






รายงานข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


รายงานข่าวล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters

วันที่ 2 ธันวาคม 2568
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) อย่างใกล้ชิด โดยมีสัญญาณที่ชัดเจนจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC และ Reuters ว่า Fed อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่สาม ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อและความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

การวิเคราะห์จากสำนักข่าวการเงินชั้นนำทั้งสามแห่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดการเงินทั่วโลกในปี 2569 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ Fed ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงไปแล้วสองครั้งก่อนหน้านี้ นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายที่เข้มงวดไปสู่การผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ.

การวิเคราะห์เชิงลึกจาก Bloomberg: เงินเฟ้อที่ “อ่อนตัว” หนุนตลาดหุ้น

Bloomberg รายงานว่า ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ออกมาในลักษณะที่ “อ่อนตัวลง” (Soft U.S. Inflation) ได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงพฤศจิกายน 2568 จะยังคงสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ภาพรวมของดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม (Headline CPI) ก็สอดคล้องกับการคาดการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะเงินเฟ้อที่กำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ยังคงเตือนว่า การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อส่วนบุคคล (PCE inflation) ของ Fed สำหรับปี 2569 ที่ระดับ 2.5% นั้น ยังคงสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวัง.

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ที่ยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้น AI ที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้ตลาดมีความผันผวน. การที่บริษัททั่วโลกลดการส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าในไตรมาสที่สาม เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากเงื่อนไขทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น และแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาด.

มุมมองจาก CNBC: ตลาดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า

CNBC ได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมั่นของตลาดที่คาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568. นักวิเคราะห์ชี้ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้ถูก “รวมอยู่ในราคา” (baked in) ของตลาดแล้ว.

รายงานของ CNBC ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นของตลาดโลกกับตลาดสหรัฐฯ โดยระบุว่าตลาดโลกมีความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ “มากกว่าที่เคยเป็นมา”. หมายความว่า การตัดสินใจของ Fed ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลสะเทือนอย่างรวดเร็วต่อตลาดหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตลาดไทยด้วย. การที่ตลาดเปิดตัวสูงขึ้นหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการปิดหน่วยงานของรัฐ (Government Shutdown) แสดงให้เห็นว่านักลงทุนตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ.

Reuters ชี้ชัด: สัญญาณความผ่อนคลายทางการค้าช่วยลดแรงกดดัน

Reuters ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของ Fed โดยระบุว่า แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ แต่ตลาดโลกก็ยังคงมีเสถียรภาพ. นอกจากนี้ การที่บริษัททั่วโลกมีการปรับตัวต่อความเสี่ยงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงแรงกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ได้ช่วยให้บริษัทต่างๆ ชะลอการขึ้นราคา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อ.

การวิเคราะห์ของ Reuters สอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าวอื่น ๆ ที่ว่าตลาดกำลังเฝ้ารอการประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของปีนี้. หาก Fed ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์จริง ก็จะเป็นการตอกย้ำถึงนโยบายที่มุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ข้อมูลสำคัญบางส่วน เช่น รายงานการจ้างงานเดือนพฤศจิกายนของสหรัฐฯ อาจมีความล่าช้าในการเผยแพร่.

สรุปและผลกระทบต่อตลาดเอเชีย

โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 ด้วยความระมัดระวังแต่ก็มีความหวัง การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อสภาพคล่องทั่วโลก และอาจช่วยลดความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2569 ได้. สำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคนี้ ในขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาดูอย่างใกล้ชิดถึงถ้อยแถลงของประธาน Fed หลังการประชุม เพื่อประเมินทิศทางนโยบายสำหรับปีหน้าอย่างแท้จริง

อ้างอิงข้อมูลจาก:,,,,,,,,,