ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนของประเทศไทย
เฟดลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง: ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย
รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยกองทุนรัฐบาลกลาง (Fed Funds Rate) ลง 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับเป้าหมายที่ 3.75%–4.00% ในการประชุมเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง โดยเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เฟดกำลังเดินหน้าเข้าสู่แนวทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
Reuters และ CNBC ชี้ว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ในเดือนธันวาคมนี้ เฟดอาจจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน แต่แนวโน้มระยะยาวตลอดปี 2569 นั้น ตลาดยังคงให้น้ำหนักกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนยังคงเตือนว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามอาจเป็นเรื่องที่ “ไม่แน่นอน” และขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมาหลังจากนี้
ผลกระทบต่อตลาดโลกและค่าเงินบาท
การตัดสินใจของเฟดได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ขณะที่ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ในช่วงแรกหลังการประกาศ Bloomberg รายงานว่า การที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ มักจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเงินบาทไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ (Capital Flows) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศและเสถียรภาพทางการเมืองก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจไทย Q3/2568 ชะลอตัว เป็นปัจจัยกดดัน
ในขณะที่ตลาดโลกกำลังจับตาการผ่อนคลายนโยบายของเฟด ข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับแสดงสัญญาณความกังวล รายงานจากหน่วยงานของไทยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 หดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาลแล้ว และมีการเติบโตเพียง 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอลง แม้รัฐบาลจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบต่อการเติบโตของ GDP ในปี 2568 ยังคงจำกัดอยู่
บทสรุปและมุมมองไปข้างหน้า: ผู้เชี่ยวชาญจากวาณิชธนกิจที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC แสดงความเห็นว่า การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในช่วงปลายปี 2568 และคาดการณ์ว่าจะลดลงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 (โดยคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วง 3.5%-4.0% ภายในสิ้นปี 2569) จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย แม้จะมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาลง แต่ความท้าทายหลักยังคงอยู่ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ถดถอย (Deglobalization) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tensions) ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปในปี 2569
ทั้งนี้ ตลาดการเงินไทยยังคงต้องจับตาดูการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 อย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 และวางแผนสำหรับปี 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Bloomberg, CNBC, Reuters (ผ่านการรวบรวมข้อมูลจาก Trading Economics, ING, Principal Thailand, KPMG, Krungsri และ FNSYRUS)

















