หน้าแรก ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ สรุปข่าวเด่นประจำวัน: รายงานด่วนจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

สรุปข่าวเด่นประจำวัน: รายงานด่วนจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

0
110






สรุปข่าวเด่นประจำวัน: รายงานด่วนจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters


สรุปข่าวเด่นประจำวัน: รายงานด่วนจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters

ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูง พร้อมส่งสัญญาณ “เหยี่ยว” ที่เหนือความคาดหมาย (Bloomberg) ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นเทคโนโลยีดิ่งลงอย่างหนัก และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว (CNBC) ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง (Reuters)

การตัดสินใจ “เหยี่ยว” ของ Fed เขย่าตลาดโลก (Bloomberg)

รายงานล่าสุดจาก Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม แต่ได้ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจ (Dot Plot) ให้เป็น “Hawkish Pause” หรือการคงดอกเบี้ยแบบมีท่าทีเข้มงวด โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงนี้ไว้นานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมจะชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะในภาคบริการและการจ้างงานที่ยังคงแข็งแกร่งเกินคาด การส่งสัญญาณนี้สวนทางกับความคาดหวังของตลาดที่คาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) พุ่งสูงขึ้นทันที

ตลาดเทคโนโลยีร่วงหนัก ดอลลาร์แข็งค่าเป็นประวัติการณ์ (CNBC)

สถานีข่าวธุรกิจ CNBC รายงานถึงปฏิกิริยาของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงมากกว่า 2% ในการซื้อขายวันเดียว แรงขายหนักที่สุดเกิดขึ้นในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัท Nvidia ที่เผชิญกับการปรับลดเป้าหมายราคาจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ท่ามกลางความกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการขยายตัวของบริษัทเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้รับอานิสงส์จากท่าทีของ Fed โดยดัชนี DXY (Dollar Index) พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากนักลงทุนมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงในสหรัฐฯ ทำให้การถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์มีความน่าดึงดูดใจมากขึ้น การแข็งค่าของดอลลาร์นี้ได้สร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั่วโลก

เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง แบงก์ชาติไทยจับตาสถานการณ์ (Reuters)

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ผลกระทบจากการตัดสินใจของ Fed ได้ส่งตรงถึงตลาดเอเชีย โดยเฉพาะค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุระดับสำคัญที่นักวิเคราะห์เคยประเมินไว้ โดยถูกกดดันจากเงินทุนไหลออก (Capital Outflow) ที่เคลื่อนย้ายกลับไปยังตลาดสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในรูปสกุลเงินดอลลาร์

แหล่งข่าวในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ Reuters ว่า ธปท. กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงินบาท หากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ธปท. ได้ย้ำว่า การดำเนินนโยบายการเงินของไทยยังคงเน้นการรักษาเสถียรภาพภายในประเทศเป็นหลัก โดยพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ การคงท่าทีดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ ธปท. ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น

สรุปตัวเลขสำคัญหลังการแถลงของ Fed

  • ดัชนี S&P 500: ปรับลดลง 2.1%
  • ดัชนี Nasdaq Composite: ปรับลดลง 2.8% (แรงขายในกลุ่มเทคโนโลยี)
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี: พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.85%
  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์: อ่อนค่าลง 0.7% ในการซื้อขายช่วงเช้าของเอเชีย

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากทั้งสามสำนักข่าว (Bloomberg, CNBC, Reuters) ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การตัดสินใจของ Fed ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนทิศทางความคาดหวังของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และนักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความผันผวนที่อาจดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์และการลงทุนจากต่างประเทศ