อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายของปี 2025 คาดการณ์ลดดอกเบี้ยกระตุ้นตลาดหุ้นโลก
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินโลก
สำนักข่าวทางการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตามอง นั่นคือการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปี 2568 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve – Fed) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ โดยมีกระแสคาดการณ์อย่างหนาแน่นว่า Fed อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อรับมือกับสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มคลี่คลาย
แรงกดดันต่อการตัดสินใจของ Fed: โอกาสลดดอกเบี้ยสูงถึง 80%
รายงานวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่เผยแพร่ผ่าน Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมเดือนธันวาคมนี้มีสูงถึงประมาณ 80%. การคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังจากการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2567 ที่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568.
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากภาวะตึงตัว (Tightening) ไปสู่การผ่อนคลาย (Easing) คือข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มได้ผล. รายงานของ Reuters ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Non-farm Payrolls) ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในบางภาคส่วนยังคงมีอยู่ แม้ว่าธนาคารกลางจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างการคุมเงินเฟ้อและการประคองการเติบโต.
ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ทันทีที่กระแสคาดการณ์เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทวีความรุนแรงขึ้น ตลาดการเงินทั่วโลกก็ส่งสัญญาณตอบรับในเชิงบวกอย่างชัดเจน.
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังว่าต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นการลงทุนและผลกำไรของบริษัท. นักวิเคราะห์จาก CNBC ชี้ว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Santa Claus Rally” ก่อนสิ้นปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed.
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ: เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ย. การอ่อนค่าของดอลลาร์ส่งผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงเงินบาทของไทยด้วย
- ตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น และการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะต่ำลงในอนาคต.
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg News กล่าวว่า การสื่อสารของ Fed Chair Jerome Powell ในการแถลงข่าวหลังการประชุมจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุด. ตลาดจะพยายามตีความสัญญาณเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 (2026) รวมถึงการประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของคณะกรรมการ FOMC.
มุมมองจากยุโรปและเอเชีย: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
Reuters รายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอื่น ๆ ในเอเชียต่างเฝ้าติดตามการตัดสินใจของ Fed อย่างใกล้ชิด. การลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าเงินสำหรับประเทศอื่น ๆ และเปิดช่องให้ธนาคารกลางในภูมิภาคอื่น ๆ สามารถพิจารณานโยบายผ่อนคลายของตนเองได้เช่นกัน.
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CNBC เตือนว่า การตัดสินใจของ Fed ยังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจบางตัวยังคงมีความผันผวน และความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้นโยบายของ Fed เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา.
สรุปได้ว่า สัปดาห์แห่งการประชุม Fed ในเดือนธันวาคม 2568 นี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี โดยที่นักลงทุนคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการสิ้นสุดของวงจรดอกเบี้ยสูง และการเริ่มต้นของยุคแห่งการผ่อนคลายทางการเงิน.
รายงานนี้รวบรวมและวิเคราะห์จากข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์ของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters.


















