อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
จับตาการตัดสินใจครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026
วอชิงตัน ดี.ซี. – รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก โดยมีจุดสนใจหลักอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก.
การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย Fed: “ลูกเต๋าเสี่ยงทาย” ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูง
สถานการณ์ล่าสุด ณ สิ้นปี 2025 แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้นเป็นไปอย่างไม่แน่นอน หรือที่บางแหล่งข่าวเรียกว่าเป็น “ลูกเต๋าเสี่ยงทาย” (toss-up) เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังคงส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน แม้ว่า Fed จะเคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 25 basis points เมื่อเดือนธันวาคม 2024 แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้มีความซับซ้อน.
รายงานระบุว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงร้อยละ 3 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ Fed กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 อย่างชัดเจน. ในขณะเดียวกัน รายงานการประชุม FOMC ได้เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed มีความเห็นแตกแยกกันเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม โดยเน้นย้ำถึงแนวทางการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก (data-dependent approach).
ความกังวล “Stagflation” และปฏิกิริยาของตลาดโลก
สำนักข่าว CNBC และ Reuters รายงานถึงความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างตลาดการเงินโลกกับตลาดสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวใด ๆ ของ Fed จึงส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจซบเซาแต่มีเงินเฟ้อสูง (Stagflation Risk) ซึ่งปรากฏในบันทึกการประชุมของเจ้าหน้าที่ Fed.
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่หลากหลายนี้ หาก Fed ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จะเป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก ในทางกลับกัน หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาจส่งสัญญาณว่า Fed มีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้.
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2026: การเติบโตที่ชะลอตัว
รายงานเศรษฐกิจล่าสุดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Morgan Stanley ที่ถูกอ้างอิงโดยสำนักข่าวชั้นนำ ระบุถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวลงในปี 2025 และต่อเนื่องถึงปี 2026.
Morgan Stanley คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือร้อยละ 2.9 ในปี 2025 เนื่องจากผลกระทบจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงสูงของธนาคารกลางต่าง ๆ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ. ในขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของโลกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2025 ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวัง.
สำหรับตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets หรือ EM) รายงานจาก J.P. Morgan Research ระบุว่า แม้ว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง แต่ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศ EM มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่าการเติบโตของกลุ่ม EM จะชะลอตัวลงในครึ่งหลังของปี 2025.
บทสรุป
การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคม 2025 จึงเป็นมากกว่าการปรับตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตลาดโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รายงานจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างเน้นย้ำว่า นักลงทุนและภาคธุรกิจจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่า Fed จะเลือกที่จะ “คง” หรือ “ลด” อัตราดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ยังสูงและความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นเงาตามติดไปจนถึงปี 2026.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
อ้างอิงจากการวิเคราะห์และรายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters รวมถึงรายงานเศรษฐกิจจาก IMF, Morgan Stanley และสถาบันการเงินอื่น ๆ


















