อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: วิกฤตหนี้โลกร้อนระอุ ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญภาระหนี้สูงสุดในรอบ 50 ปี
วอชิงตัน ดี.ซี. – ธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกคำเตือนฉุกเฉินเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในประเทศกำลังพัฒนา โดยระบุว่าช่องว่างระหว่างค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้กับเงินทุนใหม่ที่ได้รับได้แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจฉุดรั้งการพัฒนาและความพยายามในการลดความยากจนทั่วโลก รายงานนี้ได้รับการนำเสนอและวิเคราะห์อย่างเข้มข้นโดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters
ภาระหนี้ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์: จุดสูงสุดในรอบ 20 ปี
ตามรายงาน International Debt Report ล่าสุดของธนาคารโลก ข้อมูลที่รวบรวมและเผยแพร่โดย Reuters และ CNBC ชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาได้ใช้จ่ายเงินรวมกันเป็นสถิติสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อชำระหนี้ต่างประเทศในปี 2566 เพียงปีเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ไต่ระดับขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 20 ปี
สถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ช่องว่างระหว่างต้นทุนการชำระหนี้และเงินทุนใหม่ที่ประเทศเหล่านี้ได้รับ ได้พุ่งสูงถึง 741 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2565 ถึง 2567 ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถิติในรอบห้าทศวรรษ แต่ยังตอกย้ำถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้หลายประเทศเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และเงินดอลลาร์แข็งค่า คือตัวเร่งวิกฤต
CNBC Africa ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุหลักของวิกฤตการณ์หนี้สินที่กำลังคุกคามประเทศกำลังพัฒนา โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญคือภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้ว) และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้การชำระคืนเงินกู้และการระดมทุนใหม่มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอย่างมากสำหรับประเทศเหล่านี้
รายงานของธนาคารโลกยังเน้นย้ำว่า หนี้ต่างประเทศของประเทศที่กำลังพัฒนาได้เพิ่มขึ้นถึง 134% ในช่วงเวลาสิบปี ตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2565 ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก เมื่อตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีความผันผวนและนักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนตัวออกจากตลาดหนี้ท้องถิ่นหลังวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 หนี้รัฐบาลจึงพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์
คำเตือน “ไม่พ้นอันตราย” และผลกระทบต่อการพัฒนา
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกและนักวิเคราะห์ที่ถูกอ้างถึงในรายงานของ Bloomberg ต่างแสดงความกังวลว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะเริ่มลดลง และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกดูเหมือนจะถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากก็ยัง “ไม่พ้นอันตราย” วิกฤตหนี้สินที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ นี้กำลังกลืนกินเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญกับการจัดสรรงบประมาณที่ยากลำบากระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนในภาคส่วนสำคัญ เช่น สาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน
การหลบหนีของเงินทุนจากตลาดหนี้ในประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาในระยะยาว โดยมีรายงานว่าระดับหนี้สินที่สูงเป็นประวัติการณ์เหล่านี้อาจทำให้ความสำเร็จในการลดความยากจนและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ต้องหยุดชะงัก
ข้อเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วน
โดยสรุปแล้ว รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำทั้งสามแห่งได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ไปยังประชาคมโลกถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สินนี้ ธนาคารโลกเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปรับปรุงความโปร่งใสของหนี้สิน และจัดหากลไกการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้สินที่ “เงียบงัน” นี้กลายเป็นหายนะทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า หากไม่มีการแทรกแซงอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศและประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ ความเสี่ยงที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและยืดเยื้อก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
(ข้อมูลสรุปจากรายงานข่าวและบทวิเคราะห์ของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters)


















