อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาผลประชุม Fed เดือน ธ.ค. – ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
เผยแพร่: วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568
สำนักข่าวทางการเงินระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงสถานการณ์ล่าสุดในตลาดการเงินโลก ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประเด็นสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาคือการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
จับตาการตัดสินใจของ Fed: โอกาสลดดอกเบี้ยที่ยัง ‘ก้ำกึ่ง’
รายงานจากหลายแหล่งข่าวระบุว่า การประชุม FOMC ครั้งสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคม ได้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของตลาดการเงินทั้งหมด ความตึงเครียดของตลาดเกิดจากรายงานที่แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของ Fed ยังคงมีความเห็นแตกแยกกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนนี้
แม้ว่าตลาดจะคาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปี แต่เครื่องมือวัดความคาดหวังของตลาด (Short-term interest rate futures) ได้สะท้อนให้เห็นว่า โอกาสในการที่ Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมอยู่ที่เพียงประมาณ 47% เท่านั้น หรือเรียกได้ว่ายังคงเป็นสถานการณ์ที่ ‘ก้ำกึ่ง’ (toss-up) โดยเจ้าหน้าที่ Fed ยังคงเน้นย้ำถึงแนวทางการตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ (data-dependent approach) ที่จะทยอยประกาศออกมาในช่วงก่อนการประชุม ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดตราสารหนี้และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นโลกยังแข็งแกร่ง แม้มีสัญญาณชะลอตัว
ในส่วนของตลาดทุน ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับที่สูง โดยดัชนีหลักหลายตัวได้สร้างสถิติการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มโดยรวมของธนาคารกลางทั่วโลกคือการเข้าสู่ช่วง ‘การปรับสู่ภาวะปกติ’ (normalise) ของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งรวมถึงการเริ่มพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รายงานยังระบุถึงประสิทธิภาพที่โดดเด่นของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Global Hedge Funds) ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้เกือบ 15% ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ในการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเชิงลบเกี่ยวกับความเสี่ยงของการปรับฐาน (correction) และภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ปรากฏเป็นระยะก็ตาม ในขณะที่ตลาดหุ้นเทคโนโลยี (Tech Stocks) ได้แสดงสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเผชิญกับความผันผวนในช่วงก่อนหน้า
สินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเกิดใหม่: แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก
Reuters ได้ให้ความสำคัญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันและโลหะมีค่า รายงานระบุว่า สัญญาณของการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคหลัก ๆ ทั้งยุโรป สหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวในช่วงก่อนหน้า ได้เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว นอกจากนี้ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Market) ก็ยังคงเผชิญกับความผันผวนรุนแรง โดยมีรายงานการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงจากผู้ค้ารายย่อย
สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยและการคาดการณ์ค่าเงินบาท
ในส่วนของตลาดในภูมิภาคเอเชียและตลาดหุ้นไทย (SET Index) รายงานของ Bloomberg ได้มีการกล่าวถึงการแต่งตั้งประธานคนใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจในการกำหนดทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทย นอกจากนี้ ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสถาบันการเงินไทยที่อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg ยังได้คาดการณ์ถึงทิศทางของค่าเงินบาทและอัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปี 2568 โดยมีการคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในช่วง 4.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3-4 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงเตือนถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลกและปัจจัยภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ดังกล่าว
โดยสรุปแล้ว ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปีด้วยความหวังในแนวโน้มการเติบโตของตลาดหุ้น แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สำคัญที่สุดคือการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเงินทุนและเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 นักลงทุนจึงควรติดตามผลการประชุม FOMC ในช่วงกลางเดือนธันวาคมอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนต่อไป.



















