อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters: ตลาดโลกจับตาการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ของ Fed, หุ้น Nvidia พุ่งทำสถิติ, และวิกฤตพลังงานยังคงอยู่

0
63






อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters: ตลาดโลกจับตาการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ของ Fed, หุ้น Nvidia พุ่งทำสถิติ, และวิกฤตพลังงานยังคงอยู่


อัพเดทข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters: ตลาดโลกจับตาการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ของ Fed, หุ้น Nvidia พุ่งทำสถิติ, และวิกฤตพลังงานยังคงอยู่

ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 ด้วยความผันผวนและปัจจัยกดดันหลายด้าน ข่าวสารสำคัญจากสามสำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ได้เผยให้เห็นถึงประเด็นหลักที่นักลงทุนต้องจับตา ทั้งการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed), การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), และความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

1. Bloomberg: เฟดจ่อลดดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปี 2568 ตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย 3.50%

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดการเงินกำลังเฝ้าติดตามการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 จุดพื้นฐาน (bps) ซึ่งจะเป็นการปรับลดครั้งที่สี่ของปีนี้ หลังจากการปรับลดไปแล้วสามครั้งในช่วงก่อนหน้า โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยจะลงมาอยู่ในช่วงเป้าหมายที่ 3.50% – 3.75% ณ สิ้นปี.

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ Fed เล็กน้อย. นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่า การดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงในตลาดแรงงานถือเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะต้องแลกมาด้วยการผ่อนคลายทางการเงินที่รวดเร็วกว่าที่เคยวางแผนไว้ในช่วงต้นปี. การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นแรงหนุนสำคัญให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจให้กับสินทรัพย์เสี่ยง.

2. CNBC: Nvidia ยังคงครองบัลลังก์ AI ยอดขายชิป ‘Blackwell’ ทะลุเป้า

CNBC รายงานข่าวเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริษัท Nvidia ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังคงสร้างสถิติการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568. หลังจากที่บริษัททำผลงานได้ยอดเยี่ยมในปี 2567 ด้วยรายได้ที่พุ่งขึ้นกว่า 126% หุ้นของ Nvidia ก็ยังคงเดินหน้าทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในไตรมาสที่สี่ของปีนี้.

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเปิดตัวชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกขนานนามว่าเป็นรุ่นต่อยอดจากสถาปัตยกรรม “Blackwell” ซึ่งได้รับความต้องการอย่างล้นหลามจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ทั่วโลก ที่เร่งลงทุนในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI). นักวิเคราะห์จาก Wall Street ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ของ Nvidia ขึ้นอีกครั้ง โดยระบุว่าอุปสงค์ในตลาด AI ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง ทำให้ Nvidia กลายเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดของกลุ่มเทคฯ ขนาดใหญ่ (Big Tech) ทั่วโลก.

3. Reuters: ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคาน้ำมันดิบ Brent ทะลุ $85

ในขณะที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์. Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ทะยานขึ้นเหนือระดับ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันที่อาจหยุดชะงักในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

แหล่งข่าวระบุว่า ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่สำคัญของการผลิตน้ำมัน ประกอบกับการตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+ ที่ยังคงนโยบายการจำกัดการผลิตเพื่อรักษาระดับราคา ได้สร้างแรงกดดันขาขึ้นต่อราคาน้ำมัน. แม้ว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากผลของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงในบางประเทศ แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้กลายเป็นปัจจัยที่เหนือกว่า. สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย.

สรุปภาพรวมตลาดโลก

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน: การผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed กำลังช่วยหนุนตลาดหุ้นให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มเทคโนโลยีที่นำโดย Nvidia เป็นหัวหอก. อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากภายนอกยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดพลังงานที่ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อโลกอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569. นักลงทุนจึงยังคงต้องใช้ความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.