ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางเงินเฟ้อชะลอตัว และวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

0
76






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางเงินเฟ้อชะลอตัว และวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: จับตาเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางเงินเฟ้อชะลอตัว และวิกฤตหนี้ประเทศกำลังพัฒนา

กรุงเทพฯ – สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุดที่สร้างความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินทั่วโลก โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ ยังมีการเตือนภัยครั้งใหญ่จากธนาคารโลก (World Bank) เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินของประเทศกำลังพัฒนาที่เข้าขั้นวิกฤต

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อ PCE ชะลอตัว

ตามรายงานของ Reuters และ Bloomberg ตลาดการเงินโลกส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 จุดพื้นฐาน (0.25%) ในการประชุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดลงมาอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 4.75%.

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้มาจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดที่รายงานโดย CNBC โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญสูงสุด. ข้อมูลเดือนล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Core PCE ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 2.8% ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์หรือต่ำกว่าเล็กน้อย. นอกจากนี้ ความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะยาวของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มอ่อนตัวลงเช่นกัน.

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า แม้จะมีสัญญาณที่ชัดเจนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานที่เริ่มมีปัญหา แต่ก็ยังคงมีเสียงคัดค้านจากเจ้าหน้าที่บางส่วนในคณะกรรมการเฟด ซึ่งยังคงกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว. อย่างไรก็ตาม ประธานเฟด นายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ยังคงถูกคาดการณ์ว่าจะผลักดันให้เกิดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้.

ตลาดการเงินตอบรับด้วยความระมัดระวัง: หุ้นพุ่ง ทองคำปรับขึ้น

การคาดการณ์เรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่สี่ และเข้าใกล้ระดับสูงสุดใหม่. ในขณะเดียวกัน ตลาดทองคำก็ได้รับแรงหนุนจากกระแสการเดิมพันว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา.

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Reuters ระบุว่า ปฏิกิริยาของตลาดต่อการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดค่อนข้าง “ซบเซา” (muted) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนการประชุมเฟด. นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธันวาคมที่สำรวจโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนยังออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่บางฝ่ายประเมิน.

ธนาคารโลกเตือนภัยวิกฤตหนี้สินประเทศกำลังพัฒนา

ในอีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจโลก Reuters และ CNBC ได้รายงานถึงคำเตือนที่น่ากังวลจากธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนา “ยังไม่พ้นอันตราย” (not out of danger) จากปัญหาวิกฤตหนี้สิน.

ธนาคารโลกเปิดเผยรายละเอียดว่า ช่องว่างระหว่างภาระค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ (Debt Servicing Costs) ของประเทศกำลังพัฒนา กับแหล่งเงินทุนใหม่ที่ได้รับ (New Financing) ได้พุ่งสูงถึงระดับสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 741,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2022 ถึง 2024.

รายงานยังระบุอีกว่า ในปี 2023 ที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาได้ใช้จ่ายเงินจำนวนเป็นประวัติการณ์ถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก. สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่ประเทศยากจนหลายแห่งต้องเผชิญกับการขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลืออยู่ (no more fiscal space) ในการรับมือกับวิกฤตหรือการลงทุนเพื่อการพัฒนา. คำเตือนนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัญหาวิกฤตหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนาอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของโลกโดยรวม.

สรุปสถานการณ์

โดยสรุป ข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก: สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและสนับสนุนการเติบโตของตลาดหุ้นและทองคำ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สินที่รุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากประชาคมโลก.

อ้างอิงข้อมูล: Bloomberg, CNBC, Reuters, Investopedia, VT Markets, BEA, Red94, UMich, Kitco News, CNBC Africa, Semafor, House of Commons Library, Bretton Woods Project, Jordan News.