ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตาการประชุมธนาคารกลางครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2025

0
128






ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตาการประชุมธนาคารกลางครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2025


ข่าวอัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกผันผวนหนัก จับตาการประชุมธนาคารกลางครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2025

เผยแพร่เมื่อ: 7 ธันวาคม 2568

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างชี้ให้เห็นถึงความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญในตลาดการเงินทั่วโลก โดยมีจุดสนใจอยู่ที่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งจะมีการประชุมในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 นี้ ซึ่งถือเป็นการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงท้ายปีและต้นปี 2569 อย่างแท้จริง

Fed กับความไม่แน่นอนของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย (มุมมอง Bloomberg และ CNBC)

ตามรายงานของ Bloomberg และ CNBC นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 อย่างใกล้ชิด แม้ว่าในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา Fed ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วสองครั้ง แต่ความคาดหวังของตลาดต่อการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนธันวาคมนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงาน อาจทำให้ Fed ชะลอการตัดสินใจลดดอกเบี้ยออกไปก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายที่ร้อยละ 2 อย่างยั่งยืน ในทางกลับกัน ตลาดได้เริ่มมีการคาดการณ์ (แม้จะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50) ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลงบ้าง

CNBC รายงานว่า ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อสัญญาณนโยบายการเงินล่าสุดของ Fed ค่อนข้างผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin ที่แสดงความยืดหยุ่นและมีการปรับตัวขึ้นได้ดี หลังจากที่ Fed ได้มีการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายไปก่อนหน้านี้ บ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงมองหาโอกาสในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อได้รับสัญญาณบวกจากธนาคารกลาง

ECB มุ่งหน้าสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (มุมมอง Reuters)

ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง Reuters และสื่อการเงินในยุโรปรายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 12 ธันวาคม 2568 สาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ยังคงอ่อนแอและมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัว การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมความสามารถในการแข่งขันของค่าเงินยูโร

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การตัดสินใจของ ECB จะเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรยุโรป แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูว่าท่าทีของ ECB จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรและกระแสเงินทุนทั่วโลกอย่างไร เมื่อเทียบกับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งค่าขึ้นจากความไม่แน่นอนของ Fed

ความเสี่ยงหนี้โลกและเศรษฐกิจเกิดใหม่ (มุมมอง World Bank และ Reuters)

นอกเหนือจากการตัดสินใจของธนาคารกลางแล้ว Reuters ยังได้เน้นย้ำถึงรายงานและความกังวลจากธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านหนี้สินทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยโลกอยู่ในระดับสูง

ธนาคารโลก ได้แสดงความกังวลว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งยังคง “ไม่พ้นอันตราย” จากแรงกดดันของหนี้สิน และได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยมีการคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2568 จะเติบโตเพียงร้อยละ 1.8 ซึ่งเป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากรายงานฉบับก่อนหน้า การเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงในระยะยาว

โดยสรุป การอัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด การตัดสินใจของ Fed และ ECB ในเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของอัตราดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เช่น ปัญหาหนี้สินโลกและความเปราะบางของเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดไปจนถึงปี 2569

เรียบเรียงจากรายงานข่าวของ Bloomberg, CNBC, และ Reuters