อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตา “เฟด” หั่นดอกเบี้ยรอบใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงปี 2569
สำนักข่าวการเงินระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ต่างให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วง “เริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลาย” นโยบายทางการเงินของ Fed.
การคาดการณ์ดังกล่าวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ภายหลังข้อมูลการลดตำแหน่งงานในสหรัฐฯ (Challenger job cuts) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มการเดิมพันในตลาดว่า Fed อาจตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้.
ตลาดโลกตอบรับเชิงบวก: “เงินดอลลาร์อ่อนค่า-หุ้นพุ่งสูง”
ท่ามกลางความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามของปี 2568 ตลาดหุ้นหลักในสหรัฐฯ ได้ปิดตัวสูงขึ้นอย่างมากเมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยนักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า Fed จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน.
นอกจากนี้ ข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอได้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการไหลเวียนของเงินทุนที่อาจกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่.
แม้ว่าการประเมินมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งบางส่วนทำให้นักวิเคราะห์บางรายหวนนึกถึงสถานการณ์ในอดีต แต่ตลาดโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพ.
ในส่วนของทวีปยุโรป สำนักข่าว Reuters ชี้ว่าภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับการตรวจสอบทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยมีการจับตาผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่และการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการเติบโตของยุโรป.
ขณะที่ความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ แต่ตลาดโลกโดยรวมยังคงมีเสถียรภาพและไม่ตื่นตระหนก.
เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทาย: ความเสี่ยงระดับโลกและตัวเลขการเติบโตที่น่ากังวล
สำหรับประเทศไทย การอัปเดตข่าวสารระดับโลกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกค่อนข้างสูง. ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ NESDC ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ชะลอตัวลงเหลือ 1.2% และได้คาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ตลอดปี 2568 ไว้ที่ 2.0%.
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสำหรับปี 2569 นั้นน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดย NESDC คาดการณ์การเติบโตที่ต่ำกว่าปี 2568.
ในทิศทางเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.1% ในปี 2568 และจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569.
IMF ชี้ว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากความเสี่ยงระดับโลกและภายในประเทศ.
เสียงเตือนจากภาคธุรกิจและมุมมองเครดิตเรตติ้ง
ภาคเอกชนของไทยได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในปี 2569 หากการเติบโตยังคงอยู่ในระดับต่ำ.
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และความเสี่ยงจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ.
มีการรายงานการสูญเสียรายได้ระหว่าง 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาท (0.1% ถึง 0.2% ของ GDP) ในเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.0%.
ในด้านบวก หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก S&P Global ยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมองเศรษฐกิจที่ “มีเสถียรภาพ” และคาดการณ์อัตราการเติบโตไว้ที่ 2.3% ในปี 2569.
การคงอันดับความน่าเชื่อถือนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเอาไว้ได้ ท่ามกลางกระแสข่าวความผันผวนของตลาดโลก.
บทสรุป
โดยสรุป รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters ในช่วงปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ช่วงผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับกระแสเงินทุนที่จะไหลกลับเข้าสู่เอเชีย. อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย แม้จะมีสัญญาณบวกจากเครดิตเรตติ้งที่มั่นคง แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ให้เติบโตสูงกว่าระดับ 2.0% โดยเฉพาะการรับมือกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ. การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคมนี้จึงเป็นจุดที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาทและต้นทุนทางการเงินของประเทศ.


















