อัปเดตข่าวใหญ่จาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา “เฟด” เตรียมหั่นดอกเบี้ยรอบสุดท้ายปี 2025
เผยผลวิเคราะห์จากสำนักข่าวชั้นนำ: การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลสะเทือนต่อเอเชียและค่าเงินบาทอย่างไร?
วันที่ 7 ธันวาคม 2568
การประชุม FOMC เดือนธันวาคม: โอกาส “ลดดอกเบี้ย” ที่ตลาดรอคอย
สำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในรอบปีของตลาดการเงินโลก นั่นคือการประชุมครั้งสุดท้ายของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในเดือนธันวาคม 2568 ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจมีการประกาศ “ลดอัตราดอกเบี้ย” เป็นครั้งที่สามของปี หรือเป็นการปรับลดครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567. การตัดสินใจดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเงินทุนทั่วโลก และมีผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
รายงานของ Reuters ชี้ว่า ความคาดหวังของตลาดต่อการลดอัตราดอกเบี้ยได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 Basis Points เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง หรือเพื่อนำอัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับ “เป็นกลาง” (Neutral Level) ที่ 3.0%–3.25%. อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่าโอกาสในการลดดอกเบี้ยยังคงเป็นแบบ “ก้ำกึ่ง” (Toss-up) โดยมีโอกาสประมาณร้อยละ 47 ที่จะมีการปรับลด.
ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นและพันธบัตรโลก
Bloomberg รายงานว่า ทันทีที่มีการคาดการณ์ถึงการลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นทั่วโลกก็แสดงความผันผวนอย่างชัดเจน ดัชนีหลักในวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงแรกหลังจากการลดดอกเบี้ยครั้งก่อน แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก ING Research ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า นักลงทุนอาจตีความสัญญาณของประธาน Fed ผิดพลาด และคาดหวังการลดดอกเบี้ยที่มากเกินไป. ความผันผวนนี้ยังสะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดแรงงานและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ในขณะที่ CNBC ได้นำเสนอบทวิเคราะห์จากผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่เตือนว่า ตลาดการเงินโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับ “ความผันผวนที่มากขึ้น” (more volatility) ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์. การตัดสินใจของ Fed ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องทางการเงินทั่วโลก
ผลกระทบต่อเอเชียและทิศทาง “ค่าเงินบาท”
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย การตัดสินใจของ Fed มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกระแสเงินทุนและการเคลื่อนไหวของค่าเงิน รายงานของ Channel News Asia ที่อ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่า ทุกครั้งที่สหรัฐฯ มีการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าและออกจากตลาดการเงินไทย.
หาก Fed มีมติ “ลด” อัตราดอกเบี้ยตามที่คาดการณ์ไว้ จะส่งผลให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ แคบลง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีแนวโน้มที่จะลดแรงกดดันต่อเงินทุนไหลออก และอาจทำให้ “ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง”. ผลที่ตามมาคือ ค่าเงินบาทอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประเด็นที่ Money and Banking และ The Nation Thailand เคยรายงานว่า การแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย.
นักวิเคราะห์จาก InnovestX Securities ที่อ้างถึงใน Bangkok Post ยังชี้ว่า ตลาดหุ้นเอเชียได้มีการปรับตัวลงบ้างแล้วจากความกังวลว่าความหวังในการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะลดน้อยลง. ดังนั้น หาก Fed มีการลดดอกเบี้ยจริงตามที่คาดการณ์ อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นไทยได้รับแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง



















