อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาผลการประชุม Fed และทิศทางเศรษฐกิจปี 2026

0
66






อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาผลการประชุม Fed และทิศทางเศรษฐกิจปี 2026


อัปเดตข่าวสารล่าสุดจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดโลกจับตาผลการประชุม Fed และทิศทางเศรษฐกิจปี 2026

สำนักข่าวการเงินชั้นนำของโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานตรงกันถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองของนักลงทุนต่อการตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม ขณะที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงในปี 2569.

Fed คงอัตราดอกเบี้ย: ความคาดหวังที่ถูกระงับ

รายงานจาก Reuters และ Bloomberg ระบุว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Federal Funds Rate) ไว้ในกรอบเป้าหมายเดิม โดยให้เหตุผลว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่มั่นใจได้ว่าจะกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน. การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เริ่มมีสัญญาณของการผ่อนคลายลงบ้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ Fed ใช้ในการพิจารณา.

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ธนาคารกลางยังคงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดำเนินนโยบาย และยังไม่รีบร้อนที่จะประกาศชัยชนะเหนือภาวะเงินเฟ้อ การส่งสัญญาณดังกล่าวทำให้นักลงทุนที่คาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2569 ต้องชะลอความคาดหวังลง.

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้น: ผันผวนและแยกส่วน

ด้านตลาดหุ้นวอลล์สตรีท CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักปิดตลาดแบบผสมผสาน (Mixed Close) หลังจากการประกาศของ Fed โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ในช่วงแรกแสดงอาการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเผชิญกับแรงเทขายในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต.

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า นักลงทุนกำลังประเมิน “จุดสูงสุด” ของอัตราดอกเบี้ยอย่างหนัก และการที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในปีถัดไป. อย่างไรก็ตาม ตลาดได้มีการตอบสนองในแง่บวกบางส่วน เนื่องจากเชื่อว่า Fed จะเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปี 2569 หากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงส่งสัญญาณชะลอตัว.

ตลาดตราสารหนี้และค่าเงิน: แรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาว

สำหรับตลาดตราสารหนี้ Reuters รายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว (เช่น 30 ปี) ยังคงเป็นจุดที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยนักวิเคราะห์บางรายกังวลว่า หาก Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวพุ่งสูงขึ้นต่อไปได้อีก.

ในส่วนของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักหลายสกุล รวมถึงเงินบาทของไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงของสหรัฐฯ ยังคงดึงดูดกระแสเงินทุนให้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดอลลาร์.

มุมมองเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงปี 2569

รายงานข่าวเศรษฐกิจโลกจากหลายสำนัก โดยเฉพาะ Reuters และรายงานของสหประชาชาติ (UN) ที่ถูกอ้างอิงถึง ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.6% ในปี 2569 ซึ่งลดลงจาก 2.9% ในปี 2568 ท่ามกลางการค้าโลกที่ซบเซาและแรงกดดันด้านหนี้สิน.

ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ปรากฏตัวใน CNBC ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่เรียกว่า “Doom Loop” (วงจรอุบาทว์) ในตลาดบางแห่ง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วเกินไป ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับที่สูง ทำให้การจัดการหนี้สินเป็นไปได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งสู่ “Soft Landing” หรือการชะลอตัวอย่างนุ่มนวล โดยหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้.

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องจับตาผลกระทบจากนโยบายของ Fed อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงจะส่งผลต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนในประเทศต่อไป.

อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters, Investopedia, UN, Charles Schwab (ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2568)