ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% หนุนตลาดเอเชียพุ่ง

0
115






ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% หนุนตลาดเอเชียพุ่ง


ข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% หนุนตลาดเอเชียพุ่ง

สำนักข่าวเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters รายงานตรงกันถึงผลการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.50%–3.75% ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินที่ส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่ตอบรับด้วยการปรับตัวสูงขึ้นอย่างคึกคัก

มติ “Dovish” 9 ต่อ 3 สะท้อนความมั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐฯ

การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee หรือ FOMC) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการเงินโลก หลังจากการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อมาเป็นระยะเวลานาน รายงานจาก Bloomberg และ Reuters ชี้ว่า มติการลดดอกเบี้ย 25 Basis Points (bps) ในครั้งนี้มาจากการลงคะแนนเสียงที่ค่อนข้าง “Dovish” หรือมีแนวโน้มผ่อนคลายทางการเงิน ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ซึ่งสะท้อนว่าคณะกรรมการส่วนใหญ่มองเห็นความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อและเชื่อมั่นในเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุม โดยแสดงความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ว่ายังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะสามารถบรรลุ “Soft Landing” ได้สำเร็จ นั่นคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจเพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย การส่งสัญญาณเชิงบวกนี้ได้ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนในวอลล์สตรีท ส่งผลให้ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทันทีหลังทราบผลการประชุม

ตลาดเอเชียตอบรับเชิงบวก: เงินทุนไหลเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดได้แผ่ขยายมายังตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียอย่างรวดเร็ว สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตามวอลล์สตรีท เนื่องจากนักลงทุนมองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นการลดต้นทุนทางการเงินและเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดหุ้นหลักในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ต่างเคลื่อนไหวในแดนบวกอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนนั้น นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters คาดการณ์ว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุน (Capital Inflow) สู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยด้วย ซึ่งอาจช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น หรือมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก LGT ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การตัดสินใจของเฟดจะให้สัญญาณเชิงสนับสนุน แต่ตลาดเอเชียบางส่วนยังคงมีปัจจัยกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI Jitters) ที่มีการซื้อขายในราคาสูง ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนยังคงใช้ความระมัดระวังในการลงทุน แต่โดยภาพรวมแล้ว ความเชื่อมั่นในตลาดได้กลับมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การคาดการณ์อนาคตและผลกระทบต่อ ธปท.

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยชั้นนำทั่วโลกที่ได้รับการอ้างอิงจาก Bloomberg ชี้ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม 2568 นี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟดที่ดำเนินต่อเนื่องไปในปี 2569 โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งตลอดทั้งปีหน้า ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่ โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น การเคลื่อนไหวของเฟดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายการเงินในประเทศ การที่เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเปิดช่องว่างให้ ธปท. สามารถพิจารณานโยบายที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้ง่ายขึ้น หากเศรษฐกิจไทยยังคงต้องการแรงกระตุ้น ธปท. อาจมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบัน หรือพิจารณาปรับลดลงได้ หากเงินเฟ้อภายในประเทศยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนด

โดยสรุปแล้ว ข่าวสารจากสามสำนักยักษ์ใหญ่ Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์การเงินโลก โดยการตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณแห่งความหวังไปยังนักลงทุนทั่วโลก และเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่อาจช่วยหนุนการฟื้นตัวและการเติบโตของตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ในช่วงปลายปี 2568 และต้นปี 2569

อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters (ผ่านการสรุปและวิเคราะห์จากแหล่งข่าวการเงินชั้นนำต่างๆ)