สรุปข่าวเด่นเศรษฐกิจโลก: การควบรวมกิจการพุ่ง, ทิศทางดอกเบี้ยเฟด, และความตึงเครียดทางการค้า EU-จีน
รายงานข่าวจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters – วันที่ 15 ธันวาคม 2568
(กรุงเทพฯ) — สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 ยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายงานล่าสุดของสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและนโยบายการค้าทั่วโลก ทั้งในด้านการทำธุรกรรมควบรวมกิจการที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
Bloomberg: ธุรกรรมควบรวมกิจการ (M&A) ทั่วโลกพุ่งทะยานเข้าใกล้จุดสูงสุดในประวัติการณ์
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าตลาดการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ทั่วโลกกลับมามีพลวัตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปลายปี 2568 โดยปริมาณธุรกรรมรวมตลอดทั้งปีมีแนวโน้มที่จะเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2564
ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ระบุว่า ณ ปัจจุบัน มูลค่ารวมของธุรกรรม M&A ทั่วโลกในปีนี้อยู่ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับปี 2567 การเติบโตนี้บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริหารระดับสูงในการเข้าทำข้อตกลงขนาดใหญ่ แม้จะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอยู่บ้างก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตนี้มาจากการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเทคโนโลยีและสื่อ สื่อรายงานว่าข้อตกลงสำคัญ เช่น การเสนอซื้อกิจการ Warner Bros. โดย Netflix ได้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้มูลค่ารวมของธุรกรรม M&A ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคมเพียงสัปดาห์เดียว มีการประกาศข้อตกลง M&A ถึง 708 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 121.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งของตลาดก่อนสิ้นปี
ผู้เชี่ยวชาญด้านวาณิชธนกิจที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ต่างเห็นพ้องว่าสภาพแวดล้อมในการทำข้อตกลงยังคง “แข็งแกร่ง” (robust dealmaking environment) โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการแสวงหาการเติบโตผ่านการซื้อกิจการและการปรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ การฟื้นตัวของตลาด M&A นี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับภาคการเงินและการลงทุนทั่วโลก.
CNBC: เฟดส่งสัญญาณเข้มงวด แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย
ด้าน CNBC ได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) หลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลักลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในรอบปี โดยลดลงในอัตรา 0.25%
อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNBC เน้นย้ำว่า แม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ Fed กลับส่งสัญญาณที่ “เข้มงวด” (hawkish signal) มากขึ้น โดยส่งสัญญาณว่าอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในอีกหลายเดือนข้างหน้า และได้มีการปรับเพิ่มเกณฑ์สำหรับการพิจารณาการลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
ในการแถลงข่าวหลังการประชุม ประธาน Fed นายเจอโรม พาวเวลล์ และคณะกรรมการ FOMC ได้เปิดเผย “จุดพล็อต” (Dot Plot) ซึ่งเป็นประมาณการอัตราดอกเบี้ยของสมาชิก โดยคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate จะอยู่ที่ระดับ 3.4% ณ สิ้นปี 2568 และลดลงเหลือ 2.9% ในปี 2569 ซึ่งตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า Fed ยังคงรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ ในการสัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายชาร์ลส์ กูลส์บี หนึ่งในเจ้าหน้าที่ Fed ได้ให้ความเห็นว่าเขาไม่ได้มีมุมมองที่ “เข้มงวด” เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งความเห็นที่แตกต่างกันนี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดและทำให้นักลงทุนต้องติดตามการตัดสินใจของ Fed อย่างใกล้ชิด
Reuters: ความขัดแย้งทางการค้า EU-จีน ทวีความตึงเครียด
สำหรับ Reuters ได้รายงานถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
รายงานระบุว่าความขัดแย้งทางการค้าทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนสิงหาคมที่มีการคว่ำบาตร ข้อพิพาททางการค้า และการกระทบกระทั่งทางการทูต ปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบอย่างหนักคือการขาดดุลการค้าสินค้าของ EU กับจีน ซึ่งได้เพิ่มขึ้นเกือบ 60% นับตั้งแต่ปี 2562
สถานการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การตอบโต้ที่แข็งกร้าวจากผู้นำยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ซึ่งได้ออกมาขู่ที่จะเรียกเก็บภาษี (Tariffs) ตอบโต้จีน หากจีนยังคงรักษาสถานะการค้าที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ EU ในการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ
ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนี้ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานทั่วโลกได้.
สรุปโดยรวม: รายงานข่าวจากสามสำนักข่าวใหญ่ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินโลกยังคงเต็มไปด้วยโอกาสและความเสี่ยง โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตของ M&A แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอนของ Fed และความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง EU กับจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องนำไปพิจารณาในการวางแผนกลยุทธ์สำหรับปีถัดไป

















