อัปเดตข่าว: เฟดส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาว! ตลาดโลกเข้าสู่โหมด ‘Risk-Off’ หุ้นร่วง-ดอลลาร์แข็งค่า
15 ธันวาคม 2568
รายงานข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ตรงกันว่า ภาวะความผันผวนในตลาดการเงินโลกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคม 2568 หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงต่อไปเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สวนทางกับความหวังที่ว่าการลดดอกเบี้ยกำลังจะมาถึง บรรยากาศ ‘Risk-Off’ ได้เข้าครอบงำตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญแรงเทขาย
นักลงทุนทั่วโลกต่างแสดงความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด โดยเฉพาะหลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดยังคงบ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อที่ฝังแน่น (Sticky Inflation) และตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้แรงผลักดันในการลดอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศร่ำรวยเริ่มจางหายไป ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นหลักในสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยเป็นผู้นำตลาดในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนทางการเงินที่สูง
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การที่เฟดเลือกที่จะ ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ในการประชุมรอบล่าสุด และการคาดการณ์ (Dot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟดที่ยังคงมองเห็นการปรับลดดอกเบี้ยที่น้อยครั้งกว่าที่นักลงทุนคาดหวังไว้ ได้ทำลายความเชื่อมั่นที่เคยพุ่งสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้ตลาดต้องกลับมาประเมินความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในปีหน้า
ผลกระทบต่อค่าเงินและสินค้าโภคภัณฑ์
รายงานจาก CNBC ระบุว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นผลกระทบโดยตรงที่สำคัญที่สุดต่อตลาดโลก เนื่องจากนักลงทุนหันกลับไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ การแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าและภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ได้รับผลกระทบจากความกังวลต่ออุปสงค์ที่อาจลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางรายงานข่าวความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่ออุปทานพลังงานในระยะยาว
ความเสี่ยงด้านการค้าโลกยังคงเป็นประเด็นหลัก
Reuters รายงานเสริมว่า นอกเหนือจากประเด็นดอกเบี้ยแล้ว ความตึงเครียดทางการค้าโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะประเด็นนโยบายภาษีศุลกากรใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และจีน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระเบียบการค้าโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความไม่แน่นอนนี้ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงักและการชะลอตัวของภาคการส่งออก
มุมมองสำหรับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน รายงานข่าวระบุว่า จำเป็นต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความเสี่ยงการค้าโลกและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากการนำเข้า (Imported Inflation) ขณะที่การส่งออกยังคงต้องเผชิญกับการชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการกำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ในช่วงสิ้นปี 2568 นี้ ตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยนักลงทุนจะจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเพื่อประเมินทิศทางนโยบายของเฟดในปี 2569 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า “บรรยากาศ Risk-Off” จะดำเนินต่อไป หรือตลาดจะสามารถกลับสู่ “โหมด Risk-On” ได้อีกครั้ง



















