สรุปข่าวเด่นประจำวัน: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ “เฟด” หั่นดอกเบี้ยจุดชนวนคลื่นผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วเอเชีย

0
138





สรุปข่าวเด่นประจำวัน: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดชนวนคลื่นผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วเอเชีย


สรุปข่าวเด่นประจำวัน: Bloomberg, CNBC, Reuters ชี้ “เฟด” หั่นดอกเบี้ยจุดชนวนคลื่นผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วเอเชีย

(รายงานพิเศษ) – ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงท้ายปี 2568 ด้วยความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลให้สำนักข่าวเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ต่างรายงานการวิเคราะห์ถึงผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

Bloomberg: การผ่อนคลายนโยบายการเงินในเอเชียกำลังจะมา

รายงานล่าสุดจาก Bloomberg ชี้ว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐาน (bps) สู่ระดับ 3.5%-3.75% ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า วัฏจักรการผ่อนคลายทางการเงินได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว. นักวิเคราะห์มองว่า การที่เฟดเริ่มลดดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชียและเพิ่มความน่าดึงดูดใจของสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เป็นอย่างมาก.

ข้อมูลของ Bloomberg ยังระบุอีกว่า แม้ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียจะยังคงใช้ความระมัดระวังในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 แต่การเคลื่อนไหวของเฟดในครั้งนี้จะเปิดทางให้ธนาคารกลางในเอเชียสามารถดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินตามมาได้ในปี 2569. สำหรับประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ที่มีเศรษฐกิจผูกพันกับการส่งออกและการลงทุนต่างประเทศ การลดดอกเบี้ยของเฟดจะช่วยกระตุ้นการไหลเข้าของเงินทุน และลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจได้ในที่สุด.

CNBC: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขาย

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับข่าวดีด้วยความคึกคัก CNBC รายงานว่า ดัชนีหลักอย่าง Dow Jones และ S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันทำการหลังการประกาศของเฟด. อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนในภาคเทคโนโลยี โดยดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีการ “หมุนเวียน” (rotation) เงินทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ทำผลงานได้ดีตลอดปี และย้ายไปลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง.

บทวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีบางตัว แต่หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชิปยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง. คำกล่าวที่ว่า “The Fed spoke, but AI roared” (เฟดพูดแล้ว แต่ AI ยังคงคำราม) กลายเป็นหัวข้อการสนทนาหลักในวอลล์สตรีท สะท้อนถึงการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญเหนือกว่านโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว.

Reuters: แนวโน้มราคาน้ำมันปี 2569 กับสมดุลอุปสงค์-อุปทาน

ด้าน Reuters ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมัน. รายงานระบุว่า ข้อมูลล่าสุดจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ชี้ให้เห็นว่าตลาดน้ำมันโลกในปี 2569 จะเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานอย่างใกล้ชิด ซึ่งแตกต่างจากที่เคยคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาด.

นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อุปทานส่วนเกินในตลาดน้ำมันโลกสำหรับปี 2569 ลงเช่นกัน. ผลสำรวจจากนักวิเคราะห์ที่ Reuters รวบรวมได้ คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 62.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569. แนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับที่จัดการได้นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอื่น ๆ ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ.

โดยสรุป การเคลื่อนไหวของเฟดในเดือนธันวาคม 2568 ได้สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เกิดการผ่อนคลายนโยบายการเงินในเอเชีย ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะมีการปรับฐานในกลุ่มเทคโนโลยี และแนวโน้มราคาน้ำมันก็มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนชาวไทยจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในการวางแผนสำหรับปี 2569

อ้างอิง: