News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี 2025 ตลาดเอเชียจับตา เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน

0
108






News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี 2025 ตลาดเอเชียจับตา เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน


News update from Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี 2025 ตลาดเอเชียจับตา เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดัน

สรุปข่าวเด่น: การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points เป็นการส่งสัญญาณถึงการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินในตลาดโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงอยู่ในภาวะกดดันจากอุปทานล้นตลาด และเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามแรงกดดันจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ

รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก: Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเงินครั้งสำคัญในช่วงปลายปี 2568 โดยมีประเด็นหลักอยู่ที่การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

ตามติดการตัดสินใจของ Fed: สัญญาณผ่อนคลายทางการเงิน (รายงานโดย Bloomberg และ CNBC)

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve หรือ Fed) ได้สรุปการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 ด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกองทุนรัฐบาลกลาง (Federal Funds Rate) ลง 25 Basis Points โดยนำอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ช่วงเป้าหมายที่ 3.50%–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้กว่า 80% การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงของการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า แม้การลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามคาด แต่ถ้อยแถลงของประธาน Fed ได้ชี้ให้เห็นว่าทิศทางการลดดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) และเป็นปัจจัยบวกต่อการบริโภคและการลงทุนในภาคครัวเรือนในปี 2569

ตลาดโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันเผชิญแรงกดดัน (รายงานโดย CNBC และ Bloomberg)

หลังการประกาศของ Fed ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงปฏิกิริยาที่ผสมผสานกัน CNBC รายงานว่าตลาดหุ้นเอเชียเปิดทำการในลักษณะที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบและผสมผสาน (Mixed) ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบระยะยาวจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะหุ้นในตลาดจีนที่ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนด้านนโยบายของรัฐบาลในปี 2569

ในส่วนของตลาดพลังงาน รายงานจาก Bloomberg ชี้ว่าราคาน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 62.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและแนวโน้มที่ตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านอุปทานที่ล้นเกิน (Supply-Driven Downtrend) แนวโน้มราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย แต่ก็อาจส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของอุปสงค์พลังงานโลก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: การเติบโตที่ชะลอลง (รายงานโดย Reuters)

Reuters รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยในปี 2569 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือในประเทศ ต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลง

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% ถึง 2.0% ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ในปี 2568 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการชะลอตัว ได้แก่ อุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอลง (Weak Global Demand) และความเสี่ยงทางการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าการลดดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะสั้น แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

รายงานของ Reuters เน้นย้ำว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่ทางนโยบายที่มีจำกัด (Limited Policy Space) รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องมีการปรับเทียบส่วนผสมของนโยบาย (Policy Mix) อย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรับมือกับความเสี่ยงจากตลาดโลก

โดยสรุป การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคม 2568 ได้กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมดผ่อนคลายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ภาวะอุปทานล้นตลาดในสินค้าโภคภัณฑ์และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง:,,,,,,,