สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดหุ้นโลก เงินในพุ่งทำสถิติ

0
62






สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดหุ้นโลก เงินในพุ่งทำสถิติ


สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดพลุตลาดหุ้นโลก เงินในพุ่งทำสถิติ

กรุงเทพฯ: รายงานข่าวเศรษฐกิจและการเงินจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลก ทั้ง Bloomberg, CNBC, และ Reuters ประจำสัปดาห์ที่ 15 ธันวาคม 2568 ชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ท่ามกลางการจับตาดูการประชุมนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปีจากธนาคารกลางสำคัญในยุโรป

Bloomberg/CNBC: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% หนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดใหม่

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% (25 Basis Points) ในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในวงกว้าง การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังจากที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกได้ใช้นโยบายที่เข้มงวดมาเป็นเวลานาน เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ

ผลตอบรับต่อการตัดสินใจของเฟดเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก โดยดัชนีตลาดหุ้นหลักของสหรัฐฯ พุ่งทะยานขึ้นอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ที่ปิดบวก 1.1% และดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปิดบวก 0.3% ที่สำคัญคือ ทั้งดัชนี Dow Jones และ S&P 500 ต่างสร้างสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (Fresh All-Time Highs) ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางเศรษฐกิจที่อาจจะเข้าสู่ภาวะ “Soft Landing”

Reuters: ยุโรปจับตา ECB/BoE ขณะที่เงินในพุ่งทะยานไม่หยุด

ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เฉลิมฉลองกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ตลาดในยุโรปและเอเชียยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรอผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งมีกำหนดการประชุมในวันพฤหัสบดีของสัปดาห์นี้

สำหรับ ECB นั้น มีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ 2.00% เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในภาคบริการของยูโรโซนยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าว Reuters ยังระบุว่า นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของ ECB อาจเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งสวนทางกับทิศทางของเฟดอย่างชัดเจน ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ก็จะมีการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินครั้งสุดท้ายของปี 2568 เช่นกัน ซึ่งจะเป็นการสรุปภาพรวมนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักในปีนี้

Bloomberg/Reuters: ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ‘เงิน’ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ในส่วนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาโลหะเงิน (Silver) กลายเป็นดาวเด่น โดยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจนเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การพุ่งขึ้นของราคานั้นเป็นผลมาจากการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ทำให้โลหะมีค่าเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น

รายงานระบุว่า ราคาโลหะเงินได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในปี 2568 และเข้าใกล้ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยด้านการเงิน (การคาดการณ์ดอกเบี้ยต่ำ) และปัจจัยเชิงโครงสร้างและกายภาพของตลาด ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (Electromobility and Renewable) ได้ผลักดันให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัว ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคายังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น

สรุปข้อมูลตลาดสำคัญ:

  • ดัชนี Dow Jones: ปิดบวก 1.1% (ทำสถิติสูงสุดใหม่)
  • ดัชนี S&P 500: ปิดบวก 0.7% (ทำสถิติสูงสุดใหม่)
  • อัตราดอกเบี้ย Fed: ปรับลด 0.25%
  • ราคาโลหะเงิน: พุ่งแตะใกล้ระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

โดยสรุป สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินที่สำคัญระดับโลก การตัดสินใจของเฟดได้สร้างความคึกคักให้กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างโลหะเงิน ขณะที่การประชุมของ ECB และ BoE จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดการเงินในยุโรปและเป็นบทสรุปนโยบายการเงินของปี 2568 ที่เหลืออยู่ Bloomberg, CNBC, และ Reuters จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนทั่วโลกต่อไป