อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดเอเชียผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

0
89






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดเอเชียผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดเอเชียผันผวนหนัก จับตา ‘เฟด’ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ตลาดการเงินทั่วภูมิภาคเอเชียยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก ท่ามกลางสัญญาณที่สับสนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างรายงานตรงกันว่า การตัดสินใจของเฟดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในเอเชีย

แรงกดดันจาก ‘เฟด’ และข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ

รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า นักลงทุนในเอเชียกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด กับความแข็งแกร่งของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาขัดแย้งกัน การที่ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในไม่ช้า เนื่องจากข้อมูลผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ถูกสกัดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (US Jobs Report) ได้สร้างความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ทำให้เกิดความกังวลว่าเฟดอาจไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน การขาดความชัดเจนนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งปรับตัวลดลงตามทิศทางของวอลล์สตรีท เนื่องจากนักลงทุนเลือกที่จะกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยและลดการถือครองหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงเกินไป

ตลาดหุ้นเอเชีย: สลับฟันปลาท่ามกลางความไม่แน่นอน

Bloomberg และ CNBC ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีหลักในภูมิภาคเอเชียแสดงผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในช่วงที่ตลาดมีความเชื่อมั่นสูงจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ดัชนีหุ้นในเอเชียได้ปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อที่ไหลเข้าสู่ตลาด แต่เมื่อใดก็ตามที่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือการส่งสัญญาณที่ ‘ไม่ผ่อนคลาย’ จากประธานเฟด ก็จะส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียกลับมาอยู่ภายใต้แรงกดดันทันที

นอกจากนี้ Reuters ได้รายงานถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและผลประกอบการที่น่าผิดหวังในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดรั้งตลาดหุ้นเอเชียให้ตกต่ำลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน แม้ว่าบางช่วงเวลาตลาดจะปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 Basis Points ของเฟด แต่การตัดสินใจดังกล่าวก็ยังคงสร้างคำถามต่อนักวิเคราะห์ว่า เหตุใดเฟดจึงเลือกผ่อนคลายนโยบายในขณะที่เศรษฐกิจยังคงคาดว่าจะเติบโตได้ดีในปีหน้า

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ความผันผวนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบ รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นในการซื้อขายช่วงเช้าของเอเชีย หลังจากที่อ่อนตัวลงอย่างหนักตลอดสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากผู้ค้าเริ่มประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานและอุปสงค์ใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันคือการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อใดที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง ราคาน้ำมันดิบมักจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับอุปทานส่วนเกินทั่วโลก ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันในระยะยาว

สำหรับประเทศไทยและประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชีย Reuters ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันต่อบัญชีเดินสะพัด โดยระบุว่า หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อาจทำให้บัญชีเดินสะพัดของเอเชียแย่ลง 0.2-0.9% ของ GDP ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทย

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

โดยสรุป รายงานข่าวจาก Bloomberg, CNBC, และ Reuters เน้นย้ำว่า ตลาดการเงินเอเชียยังคงอยู่ในช่วงของการปรับตัวเข้ากับความไม่แน่นอนของนโยบายเฟด นักลงทุนกำลังจับตาสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับช่วงเวลาและขนาดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การลงทุนในภูมิภาคจึงยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังและข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงความผันผวนจะยังคงเป็นธีมหลักของตลาดต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนทางนโยบายที่มากขึ้น