จับตาสถานการณ์โลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – ธันวาคม 2025

0
86






จับตาสถานการณ์โลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – ธันวาคม 2025


จับตาสถานการณ์โลก: สรุปข่าวเด่นจาก Bloomberg, CNBC, Reuters – ธันวาคม 2025

เผยแพร่: 15 ธันวาคม 2568

ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ช่วงปลายปี 2568 ด้วยความผันผวนสูง หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สาม แต่ส่งสัญญาณระมัดระวังในการปรับลดครั้งต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาทองแดงจ่อทำจุดสูงสุดใหม่จากภาวะอุปทานตึงตัว

รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้เผยแพร่ข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย

Bloomberg: เฟดลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 แต่ส่งสัญญาณจำกัดการปรับลดในปี 2569

Bloomberg รายงานว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกันในเดือนธันวาคม 2568 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลงและการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 2.3% – 2.6% ในปี 2569

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับลดดอกเบี้ย แต่เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังคงแสดงความระมัดระวัง โดยมีการส่งสัญญาณผ่าน “Dot Plot” ว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในปี 2569 ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่ “เข้มงวด” (Hawkish) กว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ณ สิ้นปี 2568 จะอยู่ในช่วง 3.75% ถึง 4% ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงวิตกกังวล และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวน

CNBC: ตลาดเอเชียผันผวนหนัก จับตา “ทองแดง” พุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่

ทางด้าน CNBC รายงานบรรยากาศการซื้อขายในตลาดเอเชียว่าอยู่ในภาวะผสมผสานไปจนถึงปรับตัวลดลงในช่วงต้นเดือนธันวาคม เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นในภูมิภาคได้รับแรงกดดันจากความวิตกต่อแนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ CNBC ยังเน้นย้ำถึงสถานการณ์ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ “ทองแดง” ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้นสู่ “จุดสูงสุดใหม่ในระดับอุตุนิยมวิทยา” (stratospheric new highs) รายงานระบุว่าสาเหตุหลักมาจากภาวะอุปทานตึงตัวและการกักตุนทองแดง (Hoarding) ในขณะที่ Glencore บริษัทซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ได้ปรับลดคาดการณ์การผลิตในปี 2569 ลง ซึ่งปัจจัยนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงต้นทุนการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่อาจสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Reuters: ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ส่วน Reuters ได้รายงานถึงสถานการณ์ในตลาดพลังงานว่า ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนธันวาคม โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทาน โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ถูกยกมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนวิตกกังวลในตลาด

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่า แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ราคาน้ำมันคาดว่าจะยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตลอดปี 2569 เนื่องจากอุปทานที่ยังคงมีมากพอและการเติบโตของความต้องการที่ยังคงชะลอตัวอยู่ เว้นแต่ว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเท่านั้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับประเทศไทย ข่าวสารจากสามสำนักยักษ์ใหญ่บ่งชี้ถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า การที่ Bloomberg รายงานถึงความไม่แน่นอนของนโยบายเฟด จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงผันผวนและอาจกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะได้รับแรงกดดันจากความกังวลในตลาดโลกเช่นเดียวกับตลาดเอเชียอื่นๆ

ส่วนรายงานจาก Reuters เรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ และเพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการขนส่ง ในขณะเดียวกัน รายงานของ CNBC เรื่องราคาทองแดงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นพิเศษ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลและภาคเอกชนที่ต้องพึ่งพาโลหะพื้นฐานนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความคืบหน้าของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนที่คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2569

อ้างอิง: [1], [3], [4], [5], [6], [7], [9], [10], [11], [13], [15]