อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: เฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25% ส่งผลบวกต่อ “บาท-SET” ทั่วโลกจับตาปี 2026
15 ธันวาคม 2568 | รายงานข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ข่าวใหญ่ประจำสัปดาห์ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Points (bps) ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 นับเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ซึ่งส่งสัญญาณว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ต่างวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาท.
การตัดสินใจของ Fed: สัญญาณผ่อนคลายที่ตลาดรอคอย
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ลงสู่กรอบเป้าหมาย 3.50%–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีเหตุผลหลักมาจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณของการอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน. นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า “เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องมีการปรับสมดุลนโยบายอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงัก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม” การตัดสินใจนี้ได้รับการวิเคราะห์โดยนักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed พร้อมที่จะดำเนินนโยบายในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2569.
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) และค่าเงินบาท
รายงานจาก CNBC ชี้ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเชิงบวกต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed โดยทันที และตลาดหุ้นไทย (SET Index) ก็ได้รับอานิสงส์นี้อย่างเต็มที่. ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเปิดตลาด เนื่องจากเม็ดเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง. นักวิเคราะห์มองว่า การลดดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยแคบลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาซื้อหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ.
ในส่วนของค่าเงินบาทนั้น ได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงทันทีหลังการประกาศ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยต่อไปในปีหน้า. การแข็งค่าของเงินบาทเป็นข่าวดีสำหรับผู้นำเข้าและผู้ที่ต้องชำระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็เป็นความท้าทายสำหรับภาคการส่งออกของไทยที่ต้องแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก.
ราคาทองคำและน้ำมัน: สินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาโดดเด่น
การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง. สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกได้ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน เนื่องจากทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ลดลง และดอลลาร์อ่อนค่าลง. นักลงทุนจำนวนมากหันมาสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะยาว.
สำหรับตลาดน้ำมันดิบนั้น มีการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนกว่า โดยราคาน้ำมันยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันในระยะสั้นจากความกังวลเรื่องอุปทานที่อาจมีมากกว่าอุปสงค์ทั่วโลก. อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยของ Fed ก็เป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันในระยะกลางถึงยาวได้. ผู้เชี่ยวชาญจาก CNBC คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนจนกว่าจะมีสัญญาณชัดเจนจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่.
มุมมองสำหรับปี 2569: ความเสี่ยงและความหวัง
การตัดสินใจของ Fed ในเดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นการปิดฉากปีด้วยการส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ รายงานวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง. ตลาดการเงินทั่วโลกจะยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อประเมินว่า Fed จะดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปได้อีกกี่ครั้ง. สำหรับนักลงทุนไทย การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาท และการเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้.



















