อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย น้ำมันทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

0
101






อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters


อัปเดตข่าวสารจาก Bloomberg, CNBC, Reuters: ตลาดการเงินโลกจับตา ‘เฟด’ ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย น้ำมันทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

กรุงเทพฯ – ตลาดการเงินโลกยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากความคาดหวังในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานถึงภาพรวมและแนวโน้มที่สำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความผันผวนและความน่าสนใจในการลงทุนในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า.

Bloomberg: ตลาดคาดการณ์ ‘เฟด’ เตรียมลดดอกเบี้ย ดันราคาทองคำพุ่ง

Bloomberg รายงานว่า ความคาดหวังของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน. นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างเชื่อมั่นว่า Fed จะเริ่มดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (easing) โดยคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate อาจถูกปรับลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 3%. การคาดการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yields) ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้าการตัดสินใจของ Fed แต่ในระยะยาว ตลาดมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอาจเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 3.75% ถึง 4.25%.

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากความคาดหวังนี้คือการพุ่งขึ้นของราคาทองคำ. ราคาทองคำได้ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะเคลื่อนตัวต่ำลง. โดยปกติแล้ว การลดดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำลดลง และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก. อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเส้นทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 โดยระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางการค้า และการเติบโตของประชากรที่ชะลอตัวจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจของธนาคารกลาง.

Reuters: ราคาน้ำมันทรงตัว รับน้ำหนักความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานล้นตลาด

สำนักข่าว Reuters รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงทรงตัวในวันอังคาร หลังจากที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในช่วงก่อนหน้า. การปรับขึ้นของราคาในช่วงต้นสัปดาห์นั้นเป็นผลมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาสร้างความกังวลด้านอุปทาน. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากทั้งเวเนซุเอลาและรัสเซีย. นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมเรือในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จุดชนวนความกังวลด้านอุปทาน.

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านลบจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาดได้เข้ามาถ่วงดุลราคาไว้. ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าปริมาณน้ำมันที่จัดเก็บแบบลอยน้ำ (floating storage) อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะอุปทานที่หนักอึ้งและเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของราคา. แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบ WTI ให้ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 57.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ภาวะอุปทานที่ล้นตลาดก็ยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 60 ดอลลาร์. ตลาดจึงอยู่ในภาวะที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความกังวลด้านความมั่นคงของอุปทานที่เกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง กับความเป็นจริงของอุปทานที่เกินความต้องการในตลาดโลก.

CNBC: ตลาดหุ้นโลกแข็งแกร่ง นำโดยสหรัฐฯ แนะจัดพอร์ตสมดุล

ด้านตลาดหุ้นโลก CNBC และบทวิเคราะห์จากที่ปรึกษาการลงทุนต่างให้ภาพรวมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีผลประกอบการที่โดดเด่นและยังคงซื้อขายใกล้ระดับสูงสุด. นักยุทธศาสตร์การลงทุนชี้ว่า ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่เป็นผลมาจากประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมของตลาดสหรัฐฯ.

สำหรับแนวโน้มในอนาคต นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดจะมีการขยายตัวมากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่แค่เพียงภาคเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะขยายไปยังภาคส่วนและภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย โดยคาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนกำไรที่มั่นคงจากทั่วทุกภาคส่วน. ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงได้รับคำแนะนำให้พิจารณาการจัดพอร์ตการลงทุนแบบสมดุล (balanced portfolio) เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับโอกาสในการเติบโตในหลากหลายพื้นที่. การติดตามข่าวสารและข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนทั่วโลก เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดในแต่ละวัน.

โดยสรุป การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยสองแรงหลักคือ การผ่อนคลายทางการเงินของ Fed ที่ใกล้เข้ามา และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อสินค้าโภคภัณฑ์. นักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างรอบคอบเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้.

อ้างอิงข้อมูลจาก: Bloomberg, Reuters, และ CNBC