สรุปข่าวเด่นรอบโลก: การคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed, ทองคำทำนิวไฮ, หุ้นเทคโนโลยีพุ่ง – อัปเดตจาก Bloomberg, CNBC, Reuters
วันที่ 23 ธันวาคม 2568 | รายงานโดยทีมข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
สำนักข่าวชั้นนำระดับโลกอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ได้รายงานสรุปภาพรวมตลาดการเงินโลกในช่วงปลายปี 2568 ที่เต็มไปด้วยความผันผวน แต่จบลงด้วยสัญญาณบวกหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ และตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ กลับมาคึกคักอีกครั้ง
1. ตลาดจับตา Fed: โอกาสลดดอกเบี้ยครั้งที่สามในเดือน ธ.ค.
รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุตรงกันว่า ความคาดหวังของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ. แม้ว่า Fed ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วสองครั้งก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าการคาดการณ์และสัญญาณผ่อนคลายจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed บางรายได้จุดประกายความเชื่อมั่นว่าการลดดอกเบี้ยครั้งที่สามมีความเป็นไปได้มากขึ้น. การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของ Fed ในการประคับประคองเศรษฐกิจให้อยู่ในภาวะ “Soft Landing” ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก.
นักวิเคราะห์จาก Bloomberg ชี้ว่า การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed นั้นเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง (Yield-bearing assets) เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์เสี่ยงบางกลุ่มอย่างรวดเร็ว.
2. ทองคำทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่: ทะลุ $4,400 ต่อออนซ์
ผลพวงจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed และความตึงเครียดทางการค้าโลก ได้ส่งให้ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์. ข้อมูลล่าสุดจาก Reuters และ CNBC ระบุว่า ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ได้พุ่งทะลุระดับ $4,400 ต่อออนซ์ และเกือบแตะ $4,500 ต่อออนซ์ในช่วงต้นของการซื้อขายในตลาดเอเชีย.
การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่าได้ (Store of Value) ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) มีแนวโน้มลดลง. นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในบางภูมิภาคยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ทองคำยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก.
3. หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ แรลลี่: AI และผลประกอบการหนุน Nasdaq
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดช่วงปลายสัปดาห์ด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะดัชนี Nasdaq Composite ที่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลัก. CNBC รายงานว่า การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งผลประกอบการของบริษัทชั้นนำบางแห่งที่ออกมาดีเกินคาด เช่น Micron Technology และที่สำคัญคือกระแสความคึกคักของธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของตลาดอีกครั้ง.
ดัชนี S&P 500 และ Dow Jones ก็ปรับตัวขึ้นตาม โดยนักลงทุนมองข้ามความผันผวนระยะสั้นและหันมาให้ความสำคัญกับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีในระยะยาว. การที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ กลับมาเป็นผู้นำตลาด ส่งผลให้ดัชนีหลักหลายตัวสามารถทำสถิติปิดบวกได้อย่างน่าประทับใจ.
4. ความคืบหน้าการค้าสหรัฐฯ-จีน: บรรลุ “กรอบการทำงาน” คลี่คลายตึงเครียด
ในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomics) สำนักข่าว Reuters และ Bloomberg รายงานถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน. ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “กรอบการทำงาน” (Framework) เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานหลายปี.
ข้อตกลงดังกล่าวเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ของจีน และการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ. แม้รายละเอียดจะยังต้องมีการเจรจาเพิ่มเติม แต่การบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานนี้ได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก และลดความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าเต็มรูปแบบ. นอกจากนี้ ยังมีการรายงานถึงการที่จีนเร่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพื่อบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงการค้าที่เคยทำไว้ก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคี.
สรุปภาพรวม: สิ้นปี 2568 ตลาดการเงินโลกยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมหลักคือการคาดการณ์นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้สินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยบางประเภทปรับตัวขึ้นพร้อมกัน โดยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการค้าสหรัฐฯ-จีนมาเสริมความเชื่อมั่นในภาพรวมเศรษฐกิจโลก.
อ้างอิงและรวบรวมข้อมูลจาก: Bloomberg, CNBC, Reuters และแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง (ข้อมูล ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2568)



















