อัปเดตข่าวเศรษฐกิจ: การแตกแถวของนโยบายธนาคารกลางโลกในเดือนธันวาคม 2025

0
63






อัปเดตข่าวเศรษฐกิจ: การแตกแถวของนโยบายธนาคารกลางโลกในเดือนธันวาคม 2025


อัปเดตข่าวเศรษฐกิจ: การแตกแถวของนโยบายธนาคารกลางโลกในเดือนธันวาคม 2025

กรุงเทพฯ – ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญกับคลื่นความผันผวนครั้งสำคัญ เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกดำเนินนโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน (Policy Divergence) โดยมีรายงานข่าวเชิงลึกจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง Bloomberg, CNBC และ Reuters ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจที่สวนทางกันระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดในสัปดาห์สุดท้ายของปี

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยุติยุคการเงินผ่อนคลาย

การตัดสินใจที่สร้างความฮือฮาที่สุดในเดือนนี้คือการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 โดยปรับเพิ่มขึ้น 25 จุดพื้นฐาน (Basis Points) สู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 หรือในรอบ 30 ปี Reuters รายงานว่า การตัดสินใจครั้งนี้ถูกคาดการณ์โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในการสำรวจความคิดเห็น และถือเป็นก้าวสำคัญในการยุติทศวรรษของการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายขนาดใหญ่ (Monetary Easing)

การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของธนาคารต่อการฟื้นตัวของภาวะเงินเฟ้อที่ยั่งยืนในญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากธนาคารกลางอื่น ๆ ที่เน้นการควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูง การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น และอาจส่งผลให้เกิดการปรับตัวของกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณผ่อนคลายต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ดำเนินนโยบายในทิศทางที่ผ่อนคลายลง โดยความคาดหวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Fed Easing) ได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ลดลง CNBC รายงานว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามของ Fed ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ (11 ธันวาคม 2568) ได้กระตุ้นให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยดัชนี Dow Jones ทะยานขึ้นกว่า 600 จุด และหุ้นในกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Stocks) เป็นผู้นำตลาด

ข้อมูลจากเครื่องมือ CME Fedwatch Tool ชี้ให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมตลาดถึง 81% คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 25 จุดพื้นฐานในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ความคาดหวังดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดการพุ่งขึ้นของทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนเดิมพันกับการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมจาก Fed

ผลกระทบต่อตลาดโลกและมุมมองจาก Bloomberg

ความแตกต่างทางนโยบายที่ชัดเจนนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนในภูมิทัศน์ทางการเงินโลก Bloomberg วิเคราะห์ว่า การแตกแถวของนโยบายธนาคารกลางจะเป็นธีมหลักในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างปรับตัวเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ในขณะที่ BOJ กำลังยุติการผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหญ่ Fed กำลังมุ่งหน้าไปสู่การลดดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ตลาดต้องประเมินความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ

ตลาดหุ้นยังคงได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech Stocks) โดยมีรายงานว่าหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก ในขณะที่ราคาทองคำและทองแดงพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรสินทรัพย์ของนักลงทุนที่มองหาที่หลบภัยและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งมีแนวทางนโยบายที่แตกต่างออกไปเช่นกัน ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับภาพรวมเศรษฐกิจโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) และเสถียรภาพภายใน

สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินมหภาค (Macro-financial Stability) แม้ว่า กนง. จะต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อน แต่การตัดสินใจของ BOT มักจะมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยคำนึงถึงพื้นที่นโยบายที่จำกัด

โดยสรุป การแตกแถวของนโยบายธนาคารกลางโลกในช่วงปลายปี 2568 เป็นการส่งสัญญาณว่าปี 2569 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวนในตลาดการเงิน โดยนักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาดูว่า Fed จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อไปได้หรือไม่ และการยุติการเงินผ่อนคลายของ BOJ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียอย่างไร

อ้างอิง: